รู้จักครูพรพนา สมัยรัฐ ผ่านเว็บ

Untitled-5 Untitled-8 copy

รางวัลระดับชาติ 2 รางวัลที่ ก.ค.ศ.รับรอง

1. รางวัลครูผู้สอนดีเด่น สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

2. รางวัลดีเด่นการนำเสนอนวัตกรรม/วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices)

รับDSC_0780

ภาพรับเกียรติบัตรกับผู้ว่า1คลิกที่ภาพเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม1Untitled-5DSC09337
1Untitled-2


About krupornpana2555

128/1 ม.7 ต.ท่าข้าม อ.ปะเหลียน จ.ตรัง 92120 โทร.084-8980154 Fax 075-288257

Posted on กันยายน 15, 2012, in รู้จักครูพรพนาผ่านเว็บ and tagged . Bookmark the permalink. 78 ความเห็น.

  1. ด.ช. อาซีซันร์ อนุรักษ์

    ผม ด.ช.อาซีซันร์ อนุรักษ์ ได้ศึกษาผลของแรงลัพย์ที่กระทำต่อวัตถุ ทำให้ทราบว่าในกรณีแรงลัพย์ที่กระทำต่อวัตถุเป็นศูนย์ วัตถุจะคงสภาพการเคลื่อนที่ และได้ศึกษาการศึกษาความเร็วในการตกของวัตถุโดยการต่อหม้อแปลงโวลต์ต่ำกับเครื่องเคาะสัญญาณเวลาโดยให้ช่องสอดกระดาษของเครื่องเคาะสัญญาณเวลาอยู่ในแนวดิ่ง ขั้นตอนต่อไป ยึดถุงทรายให้ติดกับปลายข้างหนึ่งของกระดาษและสอดปลายกระดาษอีกข้างหนึ่งเข้าไปในช่องของเครื่องเคาะสัญญาณเวลา โดยให้ถุงทรายอยู่ข้างล่างขั้นตอนสุดท้าย เปิดสวิตช์ให้เครื่องเคาะสัญญาณเวลาทำงาน แล้วปล่อยให้ถุงรายตกสู่พื้น และสังเกตุระยะห่างระหว่างจุดแถบกระดาษ และให้ตัดแถบกระดาษเป็น3แต่ละช่วงจุด และนำไปติดบนกระดาษกราฟ เรียงตามลำดับช่วงเวลา และให้ดปรับเทียบความยาวของแถบกระดาษแต่ละช่วงตามลำดับเวลา
    จากการสังเกตุความยาวของแถบกระดาษแต่ละช่วง พบว่า ระยะห่างระหว่างจุดมีค่าไม่เท่ากัน เมื่อถุงทรายเริ่มเครื่อนที่ ระยะระหว่างจุดจะมีค่าน้อย

  2. ด.ญ ปรมล อุ่นนวล 3/4 เลขที่17

    ด.ญ ปรมล อุ่นนวล ได้ศึกษาเรื่องผลของแรงลัพธืได้ทดลองและอธิบายความเร่งและผลของแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุเปิดเครื่องเคราะสัญญานเวลาทำงานแล้วปล่อยถุงทรายลงสู้พื้นตัดแถบกระดาษแล้ววัดเป็นช่วงจุดแล้วไปติดกับกราฟ วัสดุอุปกรณ์มีแถบกระดาษ กระดาษคาร์บอนและถุงทราย การได้เรียนเรื่องผลลัพธ์กระทำกับวัตถุทำให้รุ้ว่าระยะทางระหว่างจุดบนแถบกระดาษแต่ละช่วงเปลี่ยนแปลงอย่างไรและความยาวของแถบกระดาษแต่ละช่วงเปลี่ยนแปลงอย่างไร
    จากการสังเกตุความยาวของแต่ละช่วงพบว่า ระยะทางระหว่างจุดมีค่าไม่เท่ากันเมื่อถุงทรายเริ่มเคลื่อนที่ ระยะทระหว่างจุดจะมีค่าน้อย………….

  3. ธีรภัทร จ่าไทร

    ผมเด็กชายธีรภัทร ได้ศึกษาผลของแรงลัพย์ที่กระทำต่อวัตถุ ทำให้ทราบว่าในกรณีแรงลัพย์ที่กระทำต่อวัตถุเป็นศูนย์ วัตถุจะคงสภาพการเคลื่อนที่ และได้ศึกษาการศึกษาความเร็วในการตกของวัตถุโดยการต่อหม้อแปลงโวลต์ต่ำกับเครื่องเคาะสัญญาณเวลาโดยให้ช่องสอดกระดาษของเครื่องเคาะสัญญาณเวลาอยู่ในแนวดิ่ง ขั้นตอนต่อไป ยึดถุงทรายให้ติดกับปลายข้างหนึ่งของกระดาษและสอดปลายกระดาษอีกข้างหนึ่งเข้าไปในช่องของเครื่องเคาะสัญญาณเวลา โดยให้ถุงทรายอยู่ข้างล่างขั้นตอนสุดท้าย เปิดสวิตช์ให้เครื่องเคาะสัญญาณเวลาทำงาน แล้วปล่อยให้ถุงรายตกสู่พื้น และสังเกตุระยะห่างระหว่างจุดแถบกระดาษ และให้ตัดแถบกระดาษเป็น3แต่ละช่วงจุด และนำไปติดบนกระดาษกราฟ เรียงตามลำดับช่วงเวลา และให้ดปรับเทียบความยาวของแถบกระดาษแต่ละช่วงตามลำดับเวลา
    จากการสังเกตุความยาวของแถบกระดาษแต่ละช่วง พบว่า ระยะห่างระหว่างจุดมีค่าไม่เท่ากัน เมื่อถุงทรายเริ่มเครื่อนที่ ระยะระหว่างจุดจะมีค่าน้อย

  4. ผมเด็กชายทิวากร ทองใย ได้รู้เกี่ยวกับแรงกิริยา – แรงปฏิกิริยา
    แรงกิริยาและแรงปฏิกิริยากับการเคลื่อนที่ของวัตถุ
    1.แรงกิริยาและแรงปฏิกิริยากับการเคลื่อนที่ของวัตถุตามแรงที่กระทำ เช่น การขว้างปาลูกหินออกไป
    2.แรงกิริยาและแรงปฏิกิริยากับการเคลื่อนที่ของวัตถุเนื่องจากมีแรงขับดันให้วัตถุเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้าม เช่น การเคลื่อนที่ของจรวด

  5. ด.ญ.จิราพัชร ยิ้มเส้งได้ศึกษาผลของแรงลัพย์ที่กระทำต่อวัตถุ ทำให้ทราบว่าในกรณีแรงลัพย์ที่กระทำต่อวัตถุเป็นศูนย์ วัตถุจะคงสภาพการเคลื่อนที่ และได้ศึกษาการศึกษาความเร็วในการตกของวัตถุโดยการต่อหม้อแปลงโวลต์ต่ำกับเครื่องเคาะสัญญาณเวลาโดยให้ช่องสอดกระดาษของเครื่องเคาะสัญญาณเวลาอยู่ในแนวดิ่ง ขั้นตอนต่อไป ยึดถุงทรายให้ติดกับปลายข้างหนึ่งของกระดาษและสอดปลายกระดาษอีกข้างหนึ่งเข้าไปในช่องของเครื่องเคาะสัญญาณเวลา โดยให้ถุงทรายอยู่ข้างล่างขั้นตอนสุดท้าย เปิดสวิตช์ให้เครื่องเคาะสัญญาณเวลาทำงาน แล้วปล่อยให้ถุงรายตกสู่พื้น และสังเกตุระยะห่างระหว่างจุดแถบกระดาษ และให้ตัดแถบกระดาษเป็น3แต่ละช่วงจุด และนำไปติดบนกระดาษกราฟ เรียงตามลำดับช่วงเวลา และให้ดปรับเทียบความยาวของแถบกระดาษแต่ละช่วงตามลำดับเวลา

  6. ด.ญ.วันวิสาข์ ดำจุ้ย

    หนูด.ญ.วันวิสาข์ ดำจุ้ย ได้ศึกษาเรื่องการเคลื่อนที่ของวัตถุมีทั้งการการเคลื่อนที่แนวตรงเเละการ
    เคลื่อนที่แนวโค้งการเลื่อนที่แนวโค้งมีหลายลักาณะคือ
    1.การเคลื่อนที่แบบกลับไปกลับมา
    2.การเคลื่ยนแบบวิถีโค้ง
    3.การเคลื่ยนที่แบบวงกลม

  7. วิมลรัตน์ สองพัง ม. 3/4

    หนู ด.ญ วิมลรัตน์ สองพัง ได้เรียนรู้เกีนวกับ การเครือนที่ของวัตถุ ตำแหน่งของ วัตถุ และ อัตตราเร็ว อัดตราเร็ว คือ อัดตราส่วนระหว่างระทางที่ได้รับกับเวลาที่ใช้ การเคลือนที่ของวัดถุ คือ การเคลืนที่ในแนวตรง และ แนวโค้ง ระยะทาง คือ ความยาวที่วัดตามแนวการเคลืนที่ของวัดถุจากตำแหน่งเริมต้นไปยังตำแหน่งหนึง ความเร็ว คือ การกระของวัดถุในหนึงหน่วเวลา

  8. สุวัจน์ แซ่โค้ว

    กระผม เด็กชาย สุวัจน์ แซ่โค้ว ได้ศึกษาผลของแรงลัพย์ที่กระทำต่อวัตถุ ทำให้ทราบว่าในกรณีแรงลัพย์ที่กระทำต่อวัตถุเป็นศูนย์ วัตถุจะคงสภาพการเคลื่อนที่ และได้ศึกษาการศึกษาความเร็วในการตกของวัตถุโดยการต่อหม้อแปลงโวลต์ต่ำกับเครื่องเคาะสัญญาณเวลาโดยให้ช่องสอดกระดาษของเครื่องเคาะสัญญาณเวลาอยู่ในแนวดิ่ง ขั้นตอนต่อไป ยึดถุงทรายให้ติดกับปลายข้างหนึ่งของกระดาษและสอดปลายกระดาษอีกข้างหนึ่งเข้าไปในช่องของเครื่องเคาะสัญญาณเวลา โดยให้ถุงทรายอยู่ข้างล่างขั้นตอนสุดท้าย เปิดสวิตช์ให้เครื่องเคาะสัญญาณเวลาทำงาน แล้วปล่อยให้ถุงรายตกสู่พื้น และสังเกตุระยะห่างระหว่างจุดแถบกระดาษ และให้ตัดแถบกระดาษเป็น3แต่ละช่วงจุด และนำไปติดบนกระดาษกราฟ เรียงตามลำดับช่วงเวลา และให้ดปรับเทียบความยาวของแถบกระดาษแต่ละช่วงตามลำดับเวลา
    จากการสังเกตุความยาวของแถบกระดาษแต่ละช่วง พบว่า ระยะห่างระหว่างจุดมีค่าไม่เท่ากัน เมื่อถุงทรายเริ่มเครื่อนที่ ระยะระหว่างจุดจะมีค่าน้อย

  9. มาเฟียขายตูด (น้องอ่อน)

    กระผม เด็กชาย กฤษณวัตร จันทร์สว่าง ได้ศึกษาเกี่ยวกับวิชาวิทยศาสตร์ในเรื่องแรงและการเคลื่อนที่โดยมี 3หน่วยย่อย แรงพยุง 1 นำปลายเชือกข้างหนึ่งผูกก้อนดินน้ำมันปลายเชือกที่เหลือผูกคล้องกับตะขอเครื่องชั่งสปริง ชั่น้ำหนักของดินน้ำมันขณะอยู่ในอากาส
    2 ใช้เครื่องชั่งน้ำหนังดินน้ำมันขณะจมอยู่ในน้ำครึ่งก้อน
    3 ใช้เครื่องชั่งน้ำหนักดินน้ำมันในน้ำทั้งก้อน

  10. ด.ญ. พุทธรักษา เอ้งฉ้วน เลขที่ 28 ม.3/4

    ด.ญ. พุทธรักษา เอ้งฉ้วน เลขที่ 18 ม.3/4 ได้ศึกษาเรื่องผลของเเรงลัพธ์ ทำให้ทราบว่าเเรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุเป็นศูนย์ วัตถุจะคงสภาพในการเคลื่อนที่ เเละได้ศึกษาความเร็วในการตกของวัตถุโดยการต่อหม้อเเปลงโวลล์ต่ำกับเครื่องเคาะสัญญาณเวลาโดยให้ช่องสอดกระดาษของเคาะสัญญาณเวลาอยู่ในเเนวดิ่งขั้นตอนต่อไป ยึดถุงทรายให้ติดกับปลายข้างหนึ่งของกระดาษเเละสอดปลายกระดาษอีกข้างหนึ่งเข้าไปในช่องของเครื่องเคาะสัญญาณ โดยให้ถุงทรายอยู่ข้างล่างเป็นขั้นตอนสุดท้าย เปิดสวิตช์ให้เครื่องเคาะสัญญาณทำงาน เล้วปล่อยให้ถุงทรายตกลงสู่พื้น
    จากการสังเกตความยาวของเเถบกระดาษเเต่ละช่วง พบว่า ระยะระหว่างจุดมีค่าไม่เท่ากัน เมื่อถุงทรายเริ่มเคลื่อนที่ ระยะระหว่างจุดจะมีค่าน้อย……….

  11. หนูเด็กหญิง กุลวดี หะเทศ ได้ศึกษาเกี่ยวกับ ขนาดความเร็วเฉลี่ย
    เป็นอัตราส่วนระหว่างขนาดของการกระจัดจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งกับเวลาทั้งหมดที่ใช้ในการเคลื่อนที่

  12. หนูเด็กหญิง กุลวดี หะเทศ ได้ศึกษาเกี่ยวกับโมเมนของแรง ในเรื่องนี้หนูไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไรตอนนี้หนูก็ให้เพื่อนเป็นที่ปรึกษาในเรื่องที่หนูไม่ค่อยเข้าใจอยู่ แต่ก็พยามยามอยู่ค่ะ

  13. ชนิดา ปานลุง เลขที่ 27 ม.3/2

    อยู่ไกลแสนไกล การบอกตำแหน่งของดวงดาวเหล่านั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องมีการหาวิธีที่จะสื่อสารกันว่ากำลังกล่าวถึงดวงดาวใด ดังนั้นขั้นแรกต้องสร้างจินตนาการก่อนว่ามีท้องฟ้าเป็นรูปครึ่งทรงกลมครอบเราอยู่ โดยมีเรายืนอยู่ที่จุดศูนย์กลางของครึ่งวงกลม เมื่อสมมติว่ามีท้องฟ้าแล้วจึงกำหนดต่อไปว่าดวงดาวหรือวัตถุท้องฟ้าที่ต้องการจะศึกษาอยู่ที่ใดบนท้องฟ้า
    ในการบอกตำแหน่งของวัตถุใด ต้องบอกค่าอย่างน้อย 2 ค่า เช่น การบอกตำแหน่งบนโลก ต้องบอกค่าละติจูดและลองจิจูด เช่นเดียวกับการบอกตำแหน่งของวัตถุท้องฟ้า ต้องบอกด้วยค่าอย่างน้อย 2 ค่า วิธีที่ง่ายคือ ใช้ระบบเส้นขอบฟ้า และเป็นการบอกตำแหน่งที่สัมพันธ์กับเวลา คือ เวลาเปลี่ยนไปตำแหน่งของวัตถุก็จะเปลี่ยนไป ในระบบนี้จะบอกตำแหน่งวัตถุด้วยค่า 2 ค่า คือ มุมทิศ (Azimuth) และมุมเงย (Altitude) เราสามารถวัดมุมทิศและมุมเงยได้ดังนี้
    การวัดมุมทิศ
    มุมทิศเป็นมุมที่บอกทิศ โดยเริ่มวัดจากจุดทิศเหนือไปตามเส้นขอบฟ้าทางตะวันออก จนกระทั่งกลับมาที่จุดทิศเหนือ
    มุมทิศมีค่ามุมสูงสุดเท่าใด?
    การวัดมุมเงย
    มุมเงยเป็นมุมที่วัดจากเส้นขอบฟ้าขึ้นไปตามเส้นวงกลมดิ่งจนถึงจุดเหนือศีรษะ
    มุมเงยมีค่ามุมสูงสุดเท่าใด?
    เพื่อความสะดวกในการวัดค่ามุมทิศและมุมเงยจึงได้มีการประดิษฐ์อุปกรณ์เพื่อใช้วัดค่ามุมทั้งสอง อุปกรณ์ชนิดนี้ เราเรียกว่า แอสโทรเลบ (Astrolabe)
    แอสโทรเลบอย่างง่ายที่ประดิษฐ์ขึ้น ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนฐาน ซึ่งแสดงค่ามุมทิศ และส่วน ที่เป็นกล้องเล็ง จะเป็นส่วนที่มีเข็มชี้เพื่อบอกค่ามุมทิศและมุมเงย
    การใช้แอสโทรเลบ
    1. ตั้งฐานอุปกรณ์ให้ทิศเหนือหรือมุมทิศ 0 องศา หรือ 360 องศาตรงกับทิศเหนือของโลก
    2. ตั้งกล้องเล็งบนฐาน โดยใช้เข็มชี้ตรงกับทิศเหนือของฐานอุปกรณ์
    3. เริ่มการวัดมุมโดยหมุนกล้องเล็งไปทางทิศตะวันออก และค่อย ๆ เงยกล้องเล็งขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อหาดวงดาวที่ต้องการจะบอก
    ตำแหน่ง ณ ขณะนั้น
    4. เมื่อพบวัตถุท้องฟ้าแล้วให้อ่านค่ามุมทิศจากเข็มชี้ที่ฐาน และมุมเงยที่ติดอยู่กับกล้องเล็ง
    จากภาพเข็มชี้ทั้ง 2 อ่านค่ามุมทิศและมุมเงยได้เท่าใด
    การที่จะสามารถบอกหรือวัดตำแหน่งของดวงดาวหรือวัตถุท้องฟ้าได้อย่างค่อนข้างแม่นยำนั้น สิ่งที่สำคัญคือจะตัองรู้ทิศเหนือที่ถูกต้อง คือ ทิศที่ชี้ไปยังขั้วโลกเหนือเพราะการวัดมุมทิศ เราเริ่มวัดจากทิศเหนือไปตามเส้นขอบฟ้า และอีกประการหนึ่งคือ ต้องหมั่นสังเกตดวงดาวหรือวัตถุท้องฟ้าจริงก็จะเพิ่มความชำนาญและ สร้างความมั่นใจในการ บอกตำแหน่งและสังเกตกลุ่มดาวต่อไปได้

  14. ด.ญ.ชนิดา ปานลุง เลขที่ 27 ม.3/2

    ด.ญนิดา ปานลุง ได้ศึกษาเรื่องราวของดาวเทียม

    ดาวเทียมประเภทต่างๆ แบ่งโดยอาศัยการทำงาน

    1. ดาวเทียมสื่อสาร

    เป็นดาวเทียมที่มีจุดประสงค์เพื่อการสื่อสารและโทรคมนาคม จะถูกส่งไปในช่วงของอวกาศเข้าสู่วงโคจรโดยมีความห่างจากพื้นโลกโดยประมาณ 35.786 กิโลเมตร ซึ่งความสูงในระดับนี้จะเป็นผลทำให้เกิดแรงดึงดูดระหว่างโลกกับดาวเทียม ในขณะที่โลกหมุนก็จะส่งแรงเหวี่ยง ทำให้ดาวเทียมเกิดการโคจรรอบโลกตามการหมุนของโลก
    2. ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา

    ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาเป็นดาวเทียมที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศด้วยภาพถ่ายเรดาร์ (Radar) และภาพถ่ายอินฟาเรด(Infared) เนื่องจากดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาเป็นดาวเทียมสำรวจประเภทหนึ่งจึงมีอุปกรณ์บนดาวเทียมคล้ายกับดาวเทียมสำรวจทรัพยากร จะแตกต่างก็เพียงหน้าที่ การใช้งาน ดังนั้นดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาจึงมีหลักการทำงานเช่นเดียวกับดาวเทียมสำรวจทรัพยากร กล่าวคือ อุปกรณ์สำรวจอุตุนิยมวิทยาบนดาวเทียมจะส่ง สัญญาณมายังเครื่องรับที่สถานีภาคพื้นดิน ซึ่งที่สถานีภาคพื้นดินนี้จะมีระบบรับสัญญาณแตกต่างกันไปตามดาวเทียมแต่ละดวง
    3. ดาวเทียมเพื่อการเดินเรือ

    ใช้เพื่อบอกพิกัดหรือระบุตำแหน่งบนพื้นโลก ในระบบดาวเทียม GPS จะประกอบด้วยดาวเทียมทั้งหมด

    24 ดวง โดยดาวเทียมจำนวน 21 ดวง จะใช้ในการบอกค่าพิกัด ส่วนที่เหลือ 3 ดวง จะสำรองเอาไว้ ดาวเทียม
    ทั้ง 24 ดวงนี้จะมีวงโคจรอยู่ 6 วงโคจรด้วยกัน โดยแบ่งจำนวนดาวเทียมวงโคจรละ 4 ดวงและมีรัศมีวงโคจร
    สูงจากพื้นโลกประมาณ 20,200 กิโลเมตร (12,600 ไมล์) วงโคจรทั้ง 6 จะเอียงทำมุมกับเส้นศูนย์สูตร
    (Equator)เป็นมุม55 องศา ในลักษณะสานกันคล้ายลูกตะกร้อ ดาวเทียมแต่ละดวงจะใช้เวลาในการโคจร
    ครบรอบ 12 ชั่วโมงนั่นคือ คาบของการโคจรเป็น 12 ชั่วโมง/รอบ ความถี่ที่ใช้ในการบอกตำแหน่งค่าพิกัด
    ของดาวเทียมแต่ละดวงมี2 ความถี่ คือ ความถี่ L1:1,575.42 MHz และ ความถี่ L2:1,27.60 MHz
    ดาวเทียมวิทยาศาสตร์
    ดาวเทียมวิทยาศาสตร์มีหน้าที่สำรวจโลก หรือระบบสุริยะ หรือสำรวจอวกาศในห้วงเลึกมากออกไป
    ดาวเทียมประเภทนี้เป็นสถานสังเกตการณ์เหนือชั้นบรรยากาศซึ่งเต็มไปด้วยเมฆและฝุ่นที่จะบดบัง
    สังเกตการณ์จากพื้นโลกและทำให้กล้องโทรทรรศน์บนโลกไม่อาจเห็นวัตถุในอวกาศได้ชัดเจนนอก
    จากนี้ชั้นบรรยากาศยังบดบังแสงจากวัตถุท้องฟ้าทำให้ปรากฏมืดมิดลงจนเห็นได้ยากดังนั้นดาวเทียม
    ซึ่งขึ้นไปอยู่เหนือชั้นบรรยากาศ จึงสามารถเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นและส่งภาพนั้นลงมาให้เราดูได้ดาว
    และกาแลกซี่ส่งรังสีออกมาหลายชนิด โดยเฉพาะเหตุการณ์รุนแรงต่างๆ เช่น การระเบิดของดาวจะ
    ส่งรังสีหลากหลายมาก อย่างไรก็ตามชั้นบรรยากาศของโลกจะกั้นรังสีส่วนใหญ่ไม่ให้ตกถึงพื้นดิน
    รังสีเหล่านี้จึงต้องตรวจจับและวัดโดยเครื่องมือดาวเทียม หรือสถานีอวกาศ

  15. ด.ญ.ชนิดา ปานลุง เลขที่ 27 ม.3/2

    กลุ่มดาว 12 ราศี

    •กลุ่มดาวแกะ (Aries or Ram)
    •กลุ่มดาววัว (Taurus)
    •กลุ่มดาวคนคู่ (Gemini)
    •กลุ่มดาวปู (Cancer)
    •กลุ่มดาวสิงโต (Leo)
    •กลุ่มดาวหญิงพรหมจารีย์ (Virgo)
    •กลุ่มดาวคันชั่ง (Libra )
    •กลุ่มดาวแมงป่อง (Scorpius )
    •กลุ่มดาวคนถือธนู (Sagittarius)
    •กลุ่มดาวมังกร (Capriconus)
    •กลุ่มดาวคนถือหม้อน้ำ (Aquarius)
    •กลุ่มดาวปลา (Pisces)

  16. ด.ญ.ชนิดา ปานลุง เลขที่ 27 ม.3/2

    หนูเด็กหญิง ชนิดา ปานลุง กลุ่มดาว 12 ราศี คือ กลุ่มดาวฤกษ์ 12 กลุ่ม ปรากฏอยู่ตามแนวเส้น Ecliptic กลางท้องฟ้า กลุ่มดาว 12 ราศี บางทีเรียกว่า กลุ่มดาว 12 นักษัตร เพราะ 11 กลุ่มเป็นสัตว์จริงหรือสัตว์สมมุติ อีก 1 กลุ่มเป็นสิ่งของคือตาชั่ง กลุ่ม 12 ราศี มีชื่อตามเดือนทั้ง 12 เริ่มนับจากราศีเมษแกะตัวผู้ไปตามลำดับ และ ราศีมีน กลุ่มดาวปลาเป็นราศีสุดท้าย

    ราศีแกะ ราศีวัว และคนคู่
    อีกทั้งปู สิงค์ นางงาม อร่ามสม
    ตาชั่ง แมงป่อง ธนู คูน่าชม
    มกราคม โถจารี มีปลาเอย

  17. ด.ญ.ชนิดา ปานลุง เลขที่ 27 ม.3/2

    หนูเด็กหญิง ชนิดา ปานลุง

    กลุ่มดาว 12 ราศี (ZODIAC)

    การหมุนรอบตัวเองของโลก ทำให้เกิดกลางวัน กลางคืน การโคจรของโลก รอบดวงอาทิตย์ ทำให้เวลาและฤดูกาลผ่านไป โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบ กินเวลา 1 ปี ขณะที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ จากทิศตะวันตกไปทาง ทิศตะวันออกนั้น เมื่อเราสังเกตดูการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ เราจะเห็น ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ไปตามกลุ่มดาวกลุ่มต่าง ๆ กลางท้องฟ้า เส้นทางที่ ดวงอาทิตย์ปรากฏโคจรไปบนท้องฟ้าผ่านกลุ่มดาวต่าง ๆ ในรอบปีหนึ่งนั้น เรียกว่า เส้นอี่คลิพติค (Ecliptic) เส้นนี้พาดจากขอบฟ้าทิศตะวันออก ผ่านกลาง ฟ้าเหนือ ศีรษะไป ทางขอบฟ้าทิศตะวันตก บรรดาดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และ ดวงนพเคราะห์ ต่างก็เคลื่อนที่ในแนวแถบเส้น Ecliptic นี้ทั้งสิ้น

    กลุ่มดาว 12 ราศี คือกลุ่มดาวฤกษ์ 12 กลุ่มที่ปรากฏอยู่ตามแนวเส้น Ecliptic โดยแบ่งแถบเส้น Ecliptic ซึ่งเป็นแถบกว้าง 16 องศา (กว้างวัดจากเส้น Ecliptic ไปข้างละ 8 องศา ) รอบท้องฟ้าออกเป็น 12 ส่วน แต่ละส่วนกว้าง 30 องศา ทุกราศีมีดาวฤกษ์ประจำอยู่ 1 กลุ่ม จึงเรียกกลุ่มดาว 12 ราศี เวลาดูในท้องฟ้า จะเห็นกลุ่มดาว 12 ราศีเรียงตามลำดับ จาก ทิศตะวันตก ไปทิศตะวันออก กลุ่มดาว 12 ราศีนี้ เป็นจักรวงกลมของสัตว์ เพราะว่า 11 กลุ่ม เป็นกลุ่มดาวที่ แทนสัตว์จริง หรือสัตว์สมมุติ มีกลุ่มดาวที่ไม่ใช้สัตว์ คือกลุ่มดาวราศีตุลย์หรือ กลุ่มดาวคันชั่ง (Libra) อันหมายถึงตราชูแห่งความเที่ยงธรรม

    เมื่อประมาณ 150 ปีก่อนคริสตศักราช นักดาราศาสตร์ชาติกรีกชื่อ ฮิปปาวัส (Hipparchus) ได้แบ่งกลุ่มดาวแถบเส้น Ecliptic ออกเป็น 12 กลุ่ม โดยตั้งแต่ จากจุด Vernal Equinox ซี่งเป็นจุดตัดจุดแรกของเส้น Ecliptic กับศูนย์สูตร ท้องฟ้า (Celestial Equator) เมื่อนับจากจุด Vernal Equinox ตามแถบแนวเส้น Ecliptic ไปทางทิศตะวันออก ช่องละ 30 องศา จะได้ 12 ช่องพอดี ช่องแรก คือ ราศีที่ 1 คือ ราศีเมษ กลุ่มดาวแกะ ซึ่งกลุ่มดาวกลุ่มนี้ได้ชื่อว่า “ผู้นำแห่งกลุ่มดาว 12 ราศี” กลุ่มดาวราศีที่ 12 คือ กลุ่มดาวปลา หรือ ราศีมีน

  18. เด็กหญิงสุนิสา จันทร์สุวรรณ

    หนูได้ศึกษาในเรื่อง การใช้ชีวิตในอวกาศ
    จากการอยู่ในสภาพไร้น้ำหนักของมนุษย์อวกาศกับการโคจรรอบโลก ทำให้การใช้ชีวิตมีความแตกต่างกับการอยู่บนโลกซึ่งอยู่ในสภาพที่มีน้ำหนัก

    การนอน
    การนอนของนักบินอวกาศจะนอนโดยมีเครื่องรัดตัวให้ติดกับพื้น โดยสอดตัวเข้าถุงนอน

    การออกกำลังกาย
    การออกกำลังกายนับเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับนักบินอวกาศ เพื่อลดการเสื่อมถอยของกล้ามเนื้อ

  19. อยู่ไกลแสนไกล การบอกตำแหน่งของดวงดาวเหล่านั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องมีการหาวิธีที่จะสื่อสารกันว่ากำลังกล่าวถึงดวงดาวใด ดังนั้นขั้นแรกต้องสร้างจินตนาการก่อนว่ามีท้องฟ้าเป็นรูปครึ่งทรงกลมครอบเราอยู่ โดยมีเรายืนอยู่ที่จุดศูนย์กลางของครึ่งวงกลม เมื่อสมมติว่ามีท้องฟ้าแล้วจึงกำหนดต่อไปว่าดวงดาวหรือวัตถุท้องฟ้าที่ต้องการจะศึกษาอยู่ที่ใดบนท้องฟ้า
    ในการบอกตำแหน่งของวัตถุใด ต้องบอกค่าอย่างน้อย 2 ค่า เช่น การบอกตำแหน่งบนโลก ต้องบอกค่าละติจูดและลองจิจูด เช่นเดียวกับการบอกตำแหน่งของวัตถุท้องฟ้า ต้องบอกด้วยค่าอย่างน้อย 2 ค่า วิธีที่ง่ายคือ ใช้ระบบเส้นขอบฟ้า และเป็นการบอกตำแหน่งที่สัมพันธ์กับเวลา คือ เวลาเปลี่ยนไปตำแหน่งของวัตถุก็จะเปลี่ยนไป ในระบบนี้จะบอกตำแหน่งวัตถุด้วยค่า 2 ค่า คือ มุมทิศ (Azimuth) และมุมเงย (Altitude) เราสามารถวัดมุมทิศและมุมเงยได้ดังนี้
    การวัดมุมทิศ
    มุมทิศเป็นมุมที่บอกทิศ โดยเริ่มวัดจากจุดทิศเหนือไปตามเส้นขอบฟ้าทางตะวันออก จนกระทั่งกลับมาที่จุดทิศเหนือ
    มุมทิศมีค่ามุมสูงสุดเท่าใด?
    การวัดมุมเงย
    มุมเงยเป็นมุมที่วัดจากเส้นขอบฟ้าขึ้นไปตามเส้นวงกลมดิ่งจนถึงจุดเหนือศีรษะ
    มุมเงยมีค่ามุมสูงสุดเท่าใด?
    เพื่อความสะดวกในการวัดค่ามุมทิศและมุมเงยจึงได้มีการประดิษฐ์อุปกรณ์เพื่อใช้วัดค่ามุมทั้งสอง อุปกรณ์ชนิดนี้ เราเรียกว่า แอสโทรเลบ (Astrolabe)
    แอสโทรเลบอย่างง่ายที่ประดิษฐ์ขึ้น ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนฐาน ซึ่งแสดงค่ามุมทิศ และส่วน ที่เป็นกล้องเล็ง จะเป็นส่วนที่มีเข็มชี้เพื่อบอกค่ามุมทิศและมุมเงย
    การใช้แอสโทรเลบ
    1. ตั้งฐานอุปกรณ์ให้ทิศเหนือหรือมุมทิศ 0 องศา หรือ 360 องศาตรงกับทิศเหนือของโลก
    2. ตั้งกล้องเล็งบนฐาน โดยใช้เข็มชี้ตรงกับทิศเหนือของฐานอุปกรณ์
    3. เริ่มการวัดมุมโดยหมุนกล้องเล็งไปทางทิศตะวันออก และค่อย ๆ เงยกล้องเล็งขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อหาดวงดาวที่ต้องการจะบอก
    ตำแหน่ง ณ ขณะนั้น
    4. เมื่อพบวัตถุท้องฟ้าแล้วให้อ่านค่ามุมทิศจากเข็มชี้ที่ฐาน และมุมเงยที่ติดอยู่กับกล้องเล็ง
    จากภาพเข็มชี้ทั้ง 2 อ่านค่ามุมทิศและมุมเงยได้เท่าใด
    การที่จะสามารถบอกหรือวัดตำแหน่งของดวงดาวหรือวัตถุท้องฟ้าได้อย่างค่อนข้างแม่นยำนั้น สิ่งที่สำคัญคือจะตัองรู้ทิศเหนือที่ถูกต้อง คือ ทิศที่ชี้ไปยังขั้วโลกเหนือเพราะการวัดมุมทิศ เราเริ่มวัดจากทิศเหนือไปตามเส้นขอบฟ้า และอีกประการหนึ่งคือ ต้องหมั่นสังเกตดวงดาวหรือวัตถุท้องฟ้าจริงก็จะเพิ่มความชำนาญและ สร้างความมั่นใจในการ บอกตำแหน่งและสังเกตกลุ่มดาวต่อไปได้

  20. ชนิดา ปานลุง เลขที่27 ม.

    .ดิฉันชนิดา ปานลุง
    ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา

    ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา เป็นเทคโนโลยีอวกาศประเภทหนึ่งที่ปัจจุบันได้มีการนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการพยากรณ์อากาศและรายงานสภาพลมฟ้าอากาศต่างๆ รวมทั้งปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับชั้นบรรยากาศของโลก ประเทศไทยได้มีการนำดาวเทียมอุตุนิยมวิทยามาใช้กับหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อประโยชน์ทางด้านอุตุนิยมวิทยา การเกษตร การประมง และสิ่งแวดล้อม

    1. วัตถุประสงค์และหลักการของดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา

    1.1 วัตถุประสงค์ของดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา

    วิชาอุตุนิยมวิทยา คือ วิชาที่ว่าด้วยเรื่องราวของบรรยากาศ คือการศึกษา และติดตามบรรยากาศของโลกด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะรูปแบบการเกิดปรากฏการณ์ต่างๆของภูมิอากาศ ในฤดูกาลต่างๆ และสภาพลมฟ้าอากาศที่เกี่ยวข้องกับอุณหภูมิ เมฆ ฝน ลม พายุ

    วัตถุประสงค์ของดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา คือ ใช้ประโยชน์เพื่อการพยากรณ์อากาศ การรายงานสภาวะอากาศ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ภูมิอากาศ และลมฟ้าอากาศ การพยากรณ์อากาศนานาชาติด้วยระบบดาวเทียม กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ 3 ประการ

    1. เพื่อถ่ายภาพชั้นบรรยากาศของโลกเป็นประจำ

    2. เพื่อให้ได้ภาพต่อเนื่องของบรรยากาศโลก ตลอดจนเพื่อเก็บและถ่ายทอดข้อมูลจากสถานีภาคพื้นดิน

    3. เพื่อทำการหยั่งตรวจอากาศของโลกเป็นประจำวัน

    1.2 หลักการ รับ-ส่ง ข้อมูลระหว่างดาวเทียมกับสถานีภาคพื้นดิน

    ใช้หลักการเช่นเดียวกับดาวเทียมสื่อสาร แต่ระบบดาวเทียมอุตุนิยมวิทยานอกจากมีดาวเทียมค้างฟ้าอยู่สูง 35,789 กิโลเมตร ในแนวเส้นศูนย์สูตรแล้ว ยังมีดาวเทียมอยู่สูงจากผิวโลกประมาณ 800-900 กิโลเมตร โคจรรอบโลกเหนือ-ใต้ ถ่ายภาพช่วงคลื่นความร้อนและภาพที่ตามองเห็นได้

    การถ่ายภาพภาพชั้นบรรยากาศ การหยั่งตรวจอากาศนั้น อาศัยการทำงานของดาวเทียมก็คือทำหน้าที่สะท้อนปริมาณแสงสว่างดวงอาทิตย์ และคลื่นความร้อนจากสิ่งต่างๆบนพื้นโลก เช่น พื้นน้ำ พื้นดิน ต้นไม้ เมฆ ฝน โดยดาวเทียมจะแปลงปริมาณของแสงสว่าง และความร้อนเป็นสัญญาณคลื่นวิทยุ ความถี่สูง แล้วส่งสัญญาณนั้นกลับมายังสถานีรับภาคพื้นดิน เพื่อแปลและตีความภาพถ่าย รายละเอียดต่างๆที่ปรากฏบนหน้าจอถึงลักษณะองค์ประกอบที่ปรากฏในภาพนั้นบรรดาความเปลี่ยนแปลงต่างๆในบรรยากาศของโลก จะแสดงปรากฏในภาพถ่ายอย่างต่อเนื่องทำให้สามารถพยากรณ์สภาพบรรยากาศ คือภูมิอากาศและลมฟ้าอากาศแต่ละภูมิภาคได้ล่วงหน้า

  21. ด.ญ.ปิยะธดิา ตู้ดำ

    ดาวเทียมคือ วัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นไปโครจรรอบโลก เพื่อวัตถุประสงค์ทางด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การรายงานสภาพอากาศ หรือเพื่อการลาดตระเวนทางทหาร ดาวเทียมเพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ จะทำหน้าที่ในการ สังเกตการณ์สภาพของอวกาศ โลก ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวอื่นๆ รวมถึงวัตถุประหลาดต่างๆ ในกาแลคซี่ หรือระบบสุริยจักรวาล

    ดาวเทียมเป็นเครื่องยนต์กลไกที่ซับซ้อนมาก ส่วนประกอบแต่ละส่วนถูกออกแบบอย่างประณีต และมีราคาแพง ดาวเทียมดวงหนึ่งๆ จะต้องทำงาน โดยไม่มีคนควบคุมโคจรด้วยความเร็วที่สูงพอที่จะหนี จากแรงดึงดูดของโลกได้ ผู้สร้างดาวเทียมจะพยายามออกแบบให้ชิ้นส่วนต่างๆ ทำงานได้อย่างประสิทธิภาพที่สุด และราคาไม่แพงมาก ดาวเทียมมีส่วนประกอบมากมาย แต่ละส่วนจะมีระบบควบคุมการทำงานแยกย่อยกันไป ดาวเทียมจะมีอุปกรณ์เพื่อควบคุมให้ระบบต่างๆ ทำงานร่วมกัน ระบบย่อยๆ แต่ละอย่างต่างก็มีหน้าที่การทำงานเฉพาะ
    ประเภท

    ดาวเทียมประเภทต่างๆ แบ่งโดยอาศัยการทำงาน

    1. ดาวเทียมสื่อสาร
    2. ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา
    3. ดาวเทียมเพื่อการเดินเรือ
    4. ดาวเทียมวิทยาศาสตร์

    นอกจากนี้ยังมีดาวเทียมเพื่อการศึกษา ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรโลก

  22. ด.ญ.ปิยะธดิา ตู้ดำ

    อวกาศอยู่สูงเหนือศีรษะขึ้นไปเพียงหนึ่งร้อยกิโลเมตร แต่การที่จะขึ้นไปถึงมิใช่เรื่องง่าย เซอร์ไอแซค นิวตัน นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ผู้คิดค้นทฤษฎีเรื่องแรงโน้มถ่วงของโลกและการเดินทางสู่อวกาศเมื่อสามร้อยปีมาแล้ว ได้อธิบายไว้ว่า หากเราขึ้นไปอยู่บนที่สูง และปล่อยก้อนหินให้หล่นจากมือ ก้อนหินก็จะตกลงสู่พื้นในแนวดิ่ง เมื่อออกแรงขว้างก้อนหินออกไปให้ขนานกับพื้น (ภาพที่ 3) ก้อนหินจะเคลื่อนที่เป็นเส้นโค้ง (A) เนื่องจากแรงลัพธ์ซึ่งเกิดจากแรงที่เราขว้างและแรงโน้มถ่วงของโลกรวมกัน หากเราออกแรงมากขึ้น วิถีการเคลื่อนที่ของวัตถุจะโค้งมากขึ้น และก้อนหินจะยิ่งตกไกลขึ้น (B) และหากเราออกแรงมากจนวิถีของวัตถุขนานกับความโค้งของโลก ก้อนหินก็จะไม่ตกสู่พื้นโลกอีก แต่จะโคจรรอบโลกเป็นวงกลม (C) เราเรียกการตกในลักษณะนี้ว่า “การตกอย่างอิสระ” (free fall) และนี่เองคือหลักการส่งยานอวกาศขึ้นสู่วงโคจรรอบโลก
    หากเราเพิ่มแรงให้กับวัตถุมากขึ้นไปอีก เราจะได้วงโคจรเป็นรูปวงรี (D) และถ้าเราออกแรงขว้างวัตถุไปด้วยความเร็ว 11.2 กิโลเมตรต่อวินาที วัตถุจะไม่หวนกลับคืนอีกแล้ว แต่จะเดินทางออกสู่ห้วงอวกาศ (E) เราเรียกความเร็วนี้ว่า “ความเร็วหลุดพ้น” (escape speed) และนี่คือหลักการส่งยานอวกาศไปยังดาวเคราะห์ดวงอื่น

    เราแบ่งประเภทของจรวดตามชนิดของเชื้อเพลิงออกเป็น 2 ประเภท คือ
    -จรวดเชื้อเพลิงแข็ง มีโครงสร้างไม่สลับซับซ้อน แต่เมื่อการเผาไหม้เชื้อเพลิงเกิดขึ้นแล้ว ไม่สามารถหยุดได้
    -จรวดเชื้อเพลิงเหลว มีโครงสร้างสลับซับซ้อน เพราะต้องมีถังเก็บเชื้อเพลิงเหลว และออกซิเจนเหลว (เพื่อช่วยให้เกิดการสันดาป) ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และยังต้องมีท่อและปั๊มเพื่อลำเลียงเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเครื่องยนต์เพื่อทำการเผาไหม้ จรวดเชื้อเพลิงเหลวมีข้อดีคือ สามารถควบคุมปริมาณการเผาไหม้ และปรับทิศทางของกระแสก๊าซได้
    อุปกรณ์ที่จรวดนำขึ้นไป (Payload)
    ดังที่กล่าวไปแล้ว จรวดเป็นเพียงตัวขับเคลื่อนขึ้นสู่อวกาศ สิ่งที่จรวดนำขึ้นไปมีมากมายหลายชนิด ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์หรือภารกิจ ซึ่งอาจจะมีทั้งการทหาร สื่อสารโทรคมนาคม หรืองานวิจัยทางวิทยาศาสตร์
    – ขีปนาวุธ (Missile) เป็นคำที่เรียกรวมของจรวดและหัวรบ เนื่องจากจรวดมีราคาสูง และมีพิกัดบรรทุกไม่มาก หัวรบที่บรรทุกขึ้นไปจึงมีขนาดเล็ก แต่มีอำนาจการทำลายสูงมาก เช่น หัวรบนิวเคลียร์
    – ดาวเทียม (Satellite) หมายถึง อุปกรณ์ที่ส่งขึ้นไปโคจรรอบโลก เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ เช่น ถ่ายภาพ โทรคมนาคม ตรวจสภาพอากาศ หรืองานวิจัยทางวิทยาศาสตร์
    – ยานอวกาศ (Spacecraft) หมายถึง ยานพาหนะที่โคจรรอบโลก หรือเดินทางไปยังดาวดวงอื่น อาจจะมีหรือไม่มีมนุษย์เดินทางไปด้วยก็ได้ เช่น ยานอะพอลโล่ ซึ่งนำมนุษย์เดินทางไปดวงจันทร์
    – สถานีอวกาศ (Space Station) หมายถึง ห้องปฏิบัติการในอวกาศ ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนให้มนุษย์สามารถอาศัยอยู่ในอวกาศได้นานนับเดือน หรือเป็นปี สถานีอวกาศส่วนมากถูกใช้เป็นห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อประโยชน์ในการวิจัย ทดลอง และประดิษฐ์คิดค้นในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง สถานีอวกาศที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ สถานีอวกาศนานาชาติ ISS (International Space Station)

  23. ศิริรัตน์ ชัยศิริ และ สิริลักษณื อุดมโชคไพศาล

    จากการได้ดูวิดิโอนี้ ได้รู้เกี่ยวกับโซ่อาหาร ได้รู้เกี่ยวกับสัตว์ ทำให้เรารู้ว่าสัตว์ชนิดไหรกินพืช ชนิดไหนกินสัตว์ และสัตว์ที่กินซากพืช ซากสัตว์

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: