ปฏิสัมพันธ์ในระบบสุริยะ

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างโลกดวงอาทิตย์และดวงจันทร์

  1. สรุวัฒน์ หล้าเก็ม

    ปฏิสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์โลกและดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์อยู่ในระบบสุริยจักรวาล โดยดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะและมีดาวเคราะห์ต่างๆ ดาวเคราะห์น้อยอุกกาบาตและดวงหางเป็นบริวารดวงจันทร์และโลก

  2. ด.ชไพโรจน์ เเก้วจินดา ม.3/

    ทำให้เกิดข้างขึ้นข้างแรมน้ำขึ้นน้ำลงจันทรุปราคาสุริยุปราคากลางวันกลางคืนเเละต่างๆทำให้เกิดปรากฎการต่างๆตามมา เเละบริเวณที่ดวงอาทิตย์ขึ้นเเละตกเรียกว่า ชอบฟ้า เนื่องโลกหมุนรอบตัวเองไปไนทางทิศเดียวกัน

  3. ด.ญ.อารียา เมืองเหล็ก

    การที่ดลกหมุนรอบตัวเองทำให้เกิดข้างขึ้นข้างแรม น้ำขึ้นน้ำำลงจันทรุปราคาสุริยุปราคากลางวันกลางคืนดาวตกยามค่ำคืนฤดูกาล ร้อน ฝน หนาว เเละโลกเอีียงทำมุมประมาณ 23.5 องศา เเละมีชื่อเรียกว่าทรงกลมฟ้า

  4. ด.ญ. นันทิชา สุโสะ

    ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์มีมวลมหาศาลจึงมีแสงสว่างตัวเอง สามารถดึงดูดดาวเคราะห์ในระบบสุริยะและเทหวัตถุต่าง ๆ มาโคจรรอบดวงอาทิตย์ โลก และบริวารของโลกอย่างดวงจันทร์ก็ได้รับอิทธิพลจากดวงอาทิตย์เช่นเดียวกับดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์มีผลต่อโลกอย่างไร ดวงอาทิตย์เป็นพลังงานที่สาคัญของโลกและสรรพทั้งหมดบนโลก พลังงานจากดวงอาทิตย์ช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของอากาศ น้า และพลังงานของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด แสงอาทิตย์จะตกกระทบบนผิวโลกอย่างไม่สม่าเสมอ บริเวณที่อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรเล็กน้อยมีความกดอากาศสูง ทาให้มีเมฆปกคลุมเบาบาง

  5. นาย ศุภวัฒน์

    กระผม นาย ศุภวัฒน์ ได่ศึกษาเกี่ยวกับการปฏิสัมพันกับดวงอาทิตญ์โลก จะมีดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเเละดวงอาทิตญย์ตกทางตะวันวันตกเป็นวัฏจักเกิดจากการที่โลกหนรอบตัวเอง

  6. รัตตืวัลย์ ษัฏเสน

    มนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆอาศัยอยู่บนโลก โดยโลกหมุนรอบตัวเอง
    และมีดวงจันทร์เป็นบริวารโคจรโดยรอบ ในขณะเดียวกันโลกก็เป็นเพียงหนึ่งในบริวารของดวงอาทิตย์ โดยโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์และหมุนรอบตัวเอง รวมทั้งมีดวงจันทร์โคจรรอบโลกนั้น ทำให้เกิดปรากฏการณ์หลายอย่างที่ส่งผลโดยตรงต่อมนุษย์ และสิงแวดล้อมบนโลก

  7. จิราพร ยิ้มเส้ง

    ปฏิสัมพันธ์ในระบบสุริยะประกอบด้วยดวงอาทิตย์และวัตถุอื่น ๆ ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์เนื่องจากแรงโน้มถ่วง ได้แก่ ดาวเคราะห์ 8 ดวงกับดวงจันทร์บริวารที่ค้นพบแล้ว 166 ดวง[5] ดาวเคราะห์แคระ 5 ดวงกับดวงจันทร์บริวารที่ค้นพบแล้ว 4 ดวง กับวัตถุขนาดเล็กอื่น ๆ อีกนับล้านชิ้น ซึ่งรวมถึง ดาวเคราะห์น้อย วัตถุในแถบไคเปอร์ ดาวหาง สะเก็ดดาว และฝุ่นระหว่างดาวเคราะห์

  8. จากการศึกษาพบว่าปฏิสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์ โลกและดวงจันทร์ จะเกิดจากปรากฎการณ์ ดังนี้
    1. โลกหมุนรอบตัวเองจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก ทำให้คนบนโลกสังเกตเห็น ดวงอาทิตย์และดวงดาวต่างๆ เคลื่อนที่ปรากฏจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก
    2. การที่โลกหมุนรอบตัวเองทำให้เกิดทิศ กลางวันและกลางคืน
    3. เมื่อเราขยายขอบเขตของโลกไปในอวกาศจะได้ทรงกลมสมมติครอบโลกอยู่ เรียกว่า ทรงกลมฟ้า
    4. โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์จากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก โดยโคจรในลักษณะแกนโลกเอียงทำมุมประมาณ 23.5 องศา จากแนวตั้งฉากกับระนาบที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์
    5. การที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ทำให้เกิดฤดู การเปลี่ยนตำแหน่งขึ้นตกของดวงอาทิตย์ในรอบปี
    6. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างโลก ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดข้างขึ้นข้างแรม น้ำขึ้นน้ำลง อุปราคา – See more at: http://www.astroeducation.com/astromedia/clip/clip-astronomy-interaction-between-earth-moon-sun-ems/#sthash.WNR55l3u.dpuf

  9. จากการศึกษาพบว่าปฏิสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์ โลกและดวงจันทร์ จะเกิดจากปรากฎการณ์ ดังนี้
    1. โลกหมุนรอบตัวเองจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก ทำให้คนบนโลกสังเกตเห็น ดวงอาทิตย์และดวงดาวต่างๆ เคลื่อนที่ปรากฏจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก
    2. การที่โลกหมุนรอบตัวเองทำให้เกิดทิศ กลางวันและกลางคืน
    3. เมื่อเราขยายขอบเขตของโลกไปในอวกาศจะได้ทรงกลมสมมติครอบโลกอยู่ เรียกว่า ทรงกลมฟ้า
    4. โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์จากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก โดยโคจรในลักษณะแกนโลกเอียงทำมุมประมาณ 23.5 องศา จากแนวตั้งฉากกับระนาบที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์
    5. การที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ทำให้เกิดฤดู การเปลี่ยนตำแหน่งขึ้นตกของดวงอาทิตย์ในรอบปี
    6. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างโลก ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดข้างขึ้นข้างแรม น้ำขึ้นน้ำลง อุปราคา

  10. จากการที่หนูได้ศึกษาเรื่อง ปฏิสัมพันธ์ในระบบสุริยะ ทำให้หนูทราบว่าเราเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ปรากฏไปบนท้องฟ้าและตกทางทิศตะวันตก เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า
    การขึ้นตกของดวงอาทิตย์ โลกของเราหมุนรอบตัวเองจากทิศตะวันออก ไปทิศตะวันตก 1 รอบใช้เวลา 1 วัน ทำให้คนบนโลกสังเกตเห็นดวงอาทิตย์เคลื่อนที่จากทิศตะวันออก ไปทิศตะวันตก การขี้นตกของดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ขึ้นตกของ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ และดาวฤกษ์ ขอบฟ้า คือ บริเวณรอยต่อระหว่างท้องฟ้า พื้นดิน และพื้นน้ำ ที่เราสังเกตเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นและตกบริเวณนั้น
    ปรากฏการณ์ที่เกิดจากโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์
    – เมื่อเราขยายขอบเขตของโลกเข้าไปในอวกาศ จะได้ทรงกลมสมมติครอบโลกอยู่ เรียกว่า ทรงกลมฟ้า (The Celestial Sphere)
    – หากเราขยายเส้นศูนย์สูตรออกไปยังทรงกลมฟ้า จะได้ เส้นศูนย์สูตรฟ้า
    – หากเชื่อมต่อแนวขั้วโลกเหนือชี้ไปยังทรงกลมฟ้า จะเป็น ขั้วฟ้าเหนือ (North Celestial Pole ; NCP)
    – หากเชื่อมต่อแนวขั้วโลกใต้ชี้ไปยังทรงกลมฟ้า จะเป็น ขั้วฟ้าใต้ (South Celestial Pole ; SCP)
    – โลกหมุนรอบตัวเอง โดยหมุนรอบแกนสมมติที่ผ่านขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ และจุดศูนย์กลางของโลก แกนนั้นเรียกว่า แกนโลก
    – แกนโลกหมุนเอียงทำมุมประมาณ 23.5 องศา
    – 21 มิถุนายน โลกซีกโลกเหนือเข้าหา Sun จึงเป็นวันเริ่มต้นฤดูร้อนของซีกโลกเหนือ
    – 22 ธันวาคม โลกซีกโลกเหนือออกจาก Sun จึงเป็นวันเริ่มต้นฤดูหนาวของซีกโลกเหนือ
    – 21 มีนาคม และ 23 กันยายน โลกหันบริเวณศูนย์สูตรเข้าหา Sun เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ตามลำดับ
    – ในประเทศที่อยู่บริเวณศูนย์สูตร ฤดูจะไม่แตกต่างกันมากนัก
    – โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ในลักษณะเอียง ทำให้ส่วนต่างๆของโลกได้รับแสงต่างกัน ทำให้เกิดฤดูต่างๆบนโลก
    – ประเทศไทย ดวงอาทิตย์จะขึ้นเร็วในช่วง ครึ่่งปีแรก
    – 21 มีนาคม Sun ขึ้นตรงกับทิศ E พอดี และต าแหน่งขึ้นจะค่อยๆเลื่อนไปทางทิศ EN
    – 21 มิถุนายน Sun ขึ้นทางทิศ E เฉียง N ประมาณ 23.5 องศา
    – 23 กันยายน Sun ขึ้นตรงกับทิศ E พอดีอีกครั้งหนึ่ง
    – 22 ธันวาคม Sun ขึ้นทางทิศ E เฉียง S ประมาณ 23.5 องศา จากนั้นต าแหน่งจะค่อยๆเลื่อนกลับมาที่ทิศ E อีกในวันที่ 21 มีนาคม

  11. ด.ช.ชนัญญู ศรีจันทร์

    จากการที่ได้ศึกษา เรื่อง น้ำขึ้นน้ำลงเกิดขึ้นเนื่องจากอิทธิพลดึงดูดระหว่างโลกกับดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ อิทธิพลของดวงอาทิตย์มีน้อยกว่าดวงจันทร์ประมาณครึ่งหนึ่ง
    น้ำขึ้นเกิดใน 2 ส่วนของโลกคือ ส่วนที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ และส่วนที่อยู่ห่างจากซีกโลกด้านตรงข้าม และเกิดน้ำขึ้นน้ำลงสูงสุด หรือน้ำเกิด เมื่อโลก ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ อยู่ในแนวเดียวกันหรือ ทุกๆ 2 อาทิตย์ คือ ขึ้น 15 ค่ำ และ แรม15 ค่ำ และระดับน้ำขึ้นน้ำลงจะเปลี่ยนแปลงน้อยหรือน้ำตาย เมื่อดวงอาทิตย์ โลก ดวงจันทร์ อยู่ในแนวตั้งฉากคือ วันขึ้น 7 ค่ำ และ แรม 7 ค่ำ

  12. ด.ช.ชนัญญู ศรีจันทร์

    จากการที่ได้ศึกษา เรื่อง คือระบบที่ประกอบด้วย ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางมีดาวเคราะห์ 9 ดวง ดวงจันทร์บริวารของดวงเคราะห์แต่ละดวง ดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง อุกกาบาต ตลอดจนกลุ่มฝุ่นและก๊าซ ซึ่งเคลื่อนที่อยู่ในวงโคจร ภายใต้อิทธิพลแรงดึงดูด จากดวงอาทิตย์ ระบบสุริยะไม่จำเป็นต้องมีแห่งเดียว ถ้าที่อื่นมีลักาณะอย่างนี้ก็เรียกว่าระบบสุริยะได้เหมือนกัน แต่ในที่นี้จะหมายถึงระบบสุริยะของเรา ขนาดของระบบสุริยะ กว้างใหญ่ไพศาลมาก เมื่อเทียบระยะทาง ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ซึ่งมีระยะทางประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร หรือ 1 หน่วยดาราศาสตร์

  13. เรื่อง ปฏิสัมพันธ์ในระบบสุริยะ จากที่หนูได้ศึกษา ปฏิสัมพันธ์ในระบบสุริยะ ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์มีมวลมหาศาลจึงมีแสงสว่างตัวเอง สามารถดึงดูดดาวเคราะห์ในระบบสุริยะและเทหวัตถุต่าง ๆ มาโคจรรอบดวงอาทิตย์ โลก และบริวารของโลกอย่างดวงจันทร์ก็ได้รับอิทธิพลจากดวงอาทิตย์เช่นเดียวกับดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์มีผลต่อโลกอย่างไร ดวงอาทิตย์เป็นพลังงานที่สาคัญของโลกและสรรพทั้งหมดบนโลก พลังงานจากดวงอาทิตย์ช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของอากาศ น้า และพลังงานของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด แสงอาทิตย์จะตกกระทบบนผิวโลกอย่างไม่สม่าเสมอ บริเวณที่อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรเล็กน้อยมีความกดอากาศสูง ทาให้มีเมฆปกคลุมเบาบาง จึงได้รับแสงอาทิตย์ปริมาณมาก และพบว่าแสงอาทิตย์ส่องถึงโลกได้น้อยลงในบริเวณใกล้ขั้วโลก รังสีอัลตราไวโอเลตชนกับโมเลกุลกับ โมเลกุลโมเลกุลของแก๊สโอโซนในชั้น แสงที่มองเห็นได้ รังสีอินฟราเรด รังสีแกมมาและรังสีเอกซ์พุ่งชนอะตอม คลื่นวิทยุ และรังสีอัลตราไวโอเลต บรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ และสูญเสียพลังงานในชั้นบรรยากาศ บางส่วนผ่านมาถึงพื้นผิวของโลก คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า พืช สัตว์ ลมสุริยะรบกวนระบบสื่อสาร รบกวนคลื่นวิทยุ ผลของดวงอาทิตย์ต่อโลก สิ่งมีชีวิตสังเคราะห์ด้วยแสง แบคทีเรียบางชนิด การหมุนเวียนของอากาศ กระแสน้าในมหาสมุทร การหมุนเวียนของน้า ดวงอาทิตย์ให้ความร้อนกับพื้นผิวโลก ความร้อนจากดวงอาทิตย์ทาให้น้า ความร้อนจากดวงอาทิตย์ทาให้น้าบนผิว และสะท้อนกลับสู่อวกาศ ทาให้อากาศ บริเวณเส้นศูนย์สูตรอุ่นขึ้น เป็น โลกระเหยกลายเป็นไอลอยตัวสูงน้ากลั่นตัว ลอยตัวสูงขึ้น อากาศเย็นไหลแทนที่ กระแสน้าหมุนเวียนไปสู่บริเวณขั้วโลก เป็นเมฆและกลายเป็นฝนตกลงมา

  14. ด.ญ.วิศิษฏ์สิริ แป้นเอียด

    มนุษย์และมีสิ่งมีชีวิตต่างๆอาศัยอยู่บนโลก โดยโลกหมุนรอบตัวเอง และมีดวงจันทร์เป็นบริวารโคจรโดยรอบ ในขณะเดียวกันโลกก็เป็นเพียงหนึ่งในบริวารของดวงอาทิตย์ โดยโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ การที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์และหมุนรอบตัวเอง รวมทั้งทั้งที่มีดวงจันทร์โคจรรอบโลกนั้น ทำให้เกิดปรากฎการณ์หลายอย่างส่งผลโดยตรงต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมบนโลก ในแต่ละวันเราจะสังเกตเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันอออกในตอนเช้า จากนั้นดวงอาทิตย์จะเคลื่อนที่ปรากฎบนท้องฟ้า จนกระทั่งสังเกตเห็นดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้าทิศตะวันตกในตอนเย็น ปรากฎการณ์ดังกล่าวจะเกิขึ้นหมุนเวียนต่อเนื่องไปในทุกๆวัน เราเรียกปรากฎการณืที่เกิดขึ้นว่า การขึ้นตกของดวงอาทิตย์ ปรากำการณ์เช่นนี้ทำให้คนโบราณในยุคหนุ่งเชื่อว่าเกิดจากการที่ดวงอาทิตย์โครจรอบโลก และโลกเป็นศุนย์กลางของจักรวาล

  15. สุกัญญา แซ่เจ่ง เลขที่ 17 ชั้น ม.3/2

    ระบบสุริยะ (Solar System) คือระบบที่ประกอบด้วย ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางมีดาวเคราะห์ (Planets) 9 ดวง ดวงจันทร์บริวารของดวงเคราะห์แต่ละดวง (Moon of sattelites) ดาวเคราะห์น้อย (Minor planets) ดาวหาง (Comets) อุกกาบาต (Meteorites) ตลอดจนกลุ่มฝุ่นและก๊าซ ซึ่งเคลื่อนที่อยู่ในวงโคจร ภายใต้อิทธิพลแรงดึงดูด จากดวงอาทิตย์ ระบบสุริยะไม่จำเป็นต้องมีแห่งเดียว ถ้าที่อื่นมีลักาณะอย่างนี้ก็เรียกว่าระบบสุริยะได้เหมือนกัน แต่ในที่นี้จะหมายถึงระบบสุริยะของเรา(เป็นเจ้าของตั้งแต่เมื่อไรฟะ..) ขนาดของระบบสุริยะ กว้างใหญ่ไพศาลมาก เมื่อเทียบระยะทาง ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ซึ่งมีระยะทางประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร หรือ 1 หน่วยดาราศาสตร์
    ระบบสุริยะมีระยะทางไกลไปจนถึงวงโคจรของดาวพลูโต ดาว เคราะห์ที่มีขนาดเล็กที่สุด ในระบบสุริยะ ซึ่งอยู่ไกล เป็นระยะทาง 40 เท่าของ 1 หน่วยดาราศาสตร์ และยังไกลห่างออก ไปอีกจนถึงดงดาวหาง อูร์ต (Oort’s Cloud) ซึ่งอาจอยู่ไกลถึง 500,000 เท่า ของระยะทางจากถึงดวงอาทิตย์ด้วย ดวงอาทิตย์มีมวล มากกว่าร้อยละ 99 ของ มวลทั้งหมดในระบบสุริยะ ที่เหลือนอกนั้นจะเป็นมวลของ เทหวัตถุต่างๆ ซึ่ง ประกอบด้วยดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง และอุกกาบาต รวมไปถึงฝุ่นและก๊าซ ที่ล่องลอยระหว่าง ดาวเคราะห์ แต่ละดวง โดยมีแรงดึงดูด (Gravity) เป็นแรงควบคุมระบบสุริยะ ให้เทหวัตถุบนฟ้าทั้งหมด เคลื่อนที่เป็นไปตามกฏแรง แรงโน้มถ่วงของนิวตัน ดวงอาทิตย์แพร่พลังงาน ออกมา ด้วยอัตราประมาณ 90,000,000,000,000,000,000,000,000 แคลอรีต่อวินาที เป็นพลังงานที่เกิดจากปฏิกริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ โดยการเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นฮีเลียม ซึ่งเป็นแหล่งความร้อนให้กับดาว ดาวเคราะห์ต่างๆ ถึงแม้ว่าดวงอาทิตย์จะเสียไฮโดรเจนไปถึง 4,000,000 ตันต่อวินาทีก็ตาม แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังมี ความเชื่อว่าดวงอาทิตย์จะยังคงแพร่พลังงานออกมา ในอัตรา ที่เท่ากันนี้ได้อีกนานหลายพันล้านปี
    ทฤษฎีการกำเนิดของระบบสุริยะ
    หลักฐานที่สำคัญของการกำเนิดของระบบสุริยะก็คือ การเรียงตัว และการเคลื่อนที่อย่างเป็นระบบระเบียบของดาว เคราะห์ ดวงจันทร์บริวาร ของดาวเคราะห์ และดาวเคราะห์น้อย ที่แสดงให้เห็นว่าเทหวัตถุ ทั้งมวลบนฟ้า นั้นเป็นของ ระบบสุริยะ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ที่เทหวัตถุท้องฟ้า หลายพันดวง จะมีระบบ โดยบังเอิญโดยมิได้มีจุดกำเนิด ร่วมกัน
    Piere Simon Laplace ได้เสนอทฤษฎีจุดกำเนิดของระบบสุริยะ ไว้เมื่อปี ค.ศ.1796 กล่าวว่า ในระบบสุริยะจะ มีมวลของก๊าซรูปร่างเป็นจานแบนๆ ขนาดมหึมาหมุนรอบ ตัวเองอยู่ ในขณะที่หมุนรอบตัวเองนั้นจะเกิดการหดตัวลง เพราะแรงดึงดูดของมวลก๊าซ ซึ่งจะทำให้ อัตราการหมุนรอบตัวเองนั้น จะเกิดการหดตัวลงเพราะแรงดึงดูดของก๊าซ ซึ่งจะทำให้อัตราการ หมุนรอบตังเอง มีความเร็วสูงขึ้นเพื่อรักษาโมเมนตัมเชิงมุม (Angular Momentum) ในที่สุด เมื่อความเร็ว มีอัตราสูงขึ้น จนกระทั่งแรงหนีศูนย์กลางที่ขอบของกลุ่มก๊าซมีมากกว่าแรงดึงดูด ก็จะทำให้เกิดมีวงแหวน ของกลุ่มก๊าซแยก ตัวออกไปจากศุนย์กลางของกลุ่มก๊าซเดิม และเมื่อเกิดการหดตัวอีกก็จะมีวงแหวนของกลุ่มก๊าซเพิ่มขึ้น ขึ้นต่อไปเรื่อยๆ วงแหวนที่แยกตัวไปจากศูนย์กลางของวงแหวนแต่ละวงจะมีความกว้างไม่เท่ากัน ตรงบริเวณ ที่มีความ หนาแน่นมากที่สุดของวง จะคอยดึงวัตถุทั้งหมดในวงแหวน มารวมกันแล้วกลั่นตัว เป็นดาวเคราะห์ ดวงจันทร์ของดาว ดาวเคราะห์จะเกิดขึ้นจากการหดตัวของดาวเคราะห์ สำหรับดาวหาง และสะเก็ดดาวนั้น เกิดขึ้นจากเศษหลงเหลือระหว่าง การเกิดของดาวเคราะห์ดวงต่างๆ ดังนั้น ดวงอาทิตย์ในปัจจุบันก็คือ มวลก๊าซ ดั้งเดิมที่ทำให้เกิดระบบสุริยะขึ้นมานั่นเอง
    นอกจากนี้ยังมีอีกหลายทฤษฎีที่มีความเชื่อในการเกิดระบบสุริยะ แต่ในที่สุดก็มีความเห็นคล้ายๆ กับแนวทฤษฎีของ Laplace ตัวอย่างเช่น ทฤษฎีของ Coral Von Weizsacker นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ชาวเยอรมัน ซึ่งกล่าวว่า มีวง กลมของกลุ่มก๊าซและฝุ่นละอองหรือเนบิวลา ต้นกำเนิดดวงอาทิตย์ (Solar Nebular) ห้อมล้อมอยู่รอบดวงอาทิตย์ ขณะที่ดวงอาทิตย์เกิดใหม่ๆ และ ละอองสสารในกลุ่มก๊าซ เกิดการกระแทกซึ่งกันและกัน แล้วกลายเป็นกลุ่มก้อนสสาร ขนาดใหญ่ จนกลายเป็น เทหวัตถุแข็ง เกิดขั้นในวงโคจรของดวงอาทิตย์ ซึ่งเราเรียกว่า ดาวเคราะห์ และดวงจันทร์ของ ดาวเคราะห์นั่นเอง
    ระบบสุริยะของเรามีขนาดใหญ่โตมากเมื่อเทียบกับโลกที่เราอาศัยอยู่ แต่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับกาแล็กซีของเราหรือ กาแล็กซีทางช้างเผือก ระบบสุริยะตั้งอยู่ในบริเวณ วงแขนของกาแล็กซีทางช้างเผือก (Milky Way) ซึ่งเปรียบเสมือนวง ล้อยักษ์ที่หมุนอยู่ในอวกาศ โดยระบบสุริยะ จะอยู่ห่างจาก จุดศูนย์กลางของกาแล็กซีทางช้างเผือกประมาณ 30,000 ปีแสง ดวงอาทิตย์ จะใช้เวลาประมาณ 225 ล้านปี ในการเคลื่อน ครบรอบจุดศูนย์กลาง ของกาแล็กซี ทางช้างเผือกครบ 1 รอบ นักดาราศาสตร์จึงมี ความเห็นร่วมกันว่า เทหวัตถุทั้ง มวลในระบบสุริยะไม่ว่าจะเป็นดาวเคราะห์ทุกดวง ดวงจันทร์ของ ดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง และอุกกาบาต เกิดขึ้นมาพร้อมๆกัน มีอายุเท่ากันตามทฤษฎีจุดกำเนิดของระบบ สุริยะ และจาการนำ เอาหิน จากดวงจันทร์มา วิเคราะห์การสลายตัว ของสารกัมมันตภาพรังสี ทำให้ทราบว่าดวงจันทร์มี อายุประมาณ 4,600 ล้านปี ในขณะเดียวกัน นักธรณีวิทยาก็ได้คำนวณ หาอายุของหินบนผิวโลก จากการสลายตัว ของอตอม อะตอมยูเรเนียม และสารไอโซโทป ของธาตุตะกั่ว ทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า โลก ดวงจันทร์ อุกกาบาต มีอายุประมาณ 4,600 ล้านปี และอายุของ ระบบสุริยะ นับตั้งแต่เริ่มเกิดจากฝุ่นละอองก๊าซ ในอวกาศ จึงมีอายุไม่เกิน 5000 ล้านปี
    ในบรรดาสมาชิกของระบบสุริยะซึ่งประกอบด้วย ดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์น้อย ดวงจันทร์ ของดาวเคราะห์ดาวหาง อุกกาบาต สะเก็ดดาว รวมทั้งฝุ่นละองก๊าซ อีกมากมาย นั้นดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ 8 ดวง

  16. ด.ญ.กชกร กำไรรักษา 3/2 เลขที่ 28

    1.1 ความสัมพันธ์ระหว่างโลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์

    ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์อยู่ในระบบสุริยจักรวาล โดยดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ และมีดาวเคราะห์ต่างๆ ดาวเคราะห์น้อย อุกกาบาต ฝุ่นละออง และดวงหางเป็นบริวาร ดวงจันทร์และโลกของเราก็เป็นบริวารของดวงอาทิตย์ด้วย
    1.2 โลก

    1.2.1 ลักษณะของโลก

    โลกเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง เป็นบริวารของดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 3 โลกมีสัณฐานกลม โดยโป่งออกที่เส้นศูนย์สูตรและแบนที่ขั้วโลกมีเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ย 12,766 กิโลเมตร โลกไม่อยู่นิ่งแต่มีการเคลื่อนที่ใน 2 ลักษณะที่สำคัญคือ โลกหมุนรอบตัวเองใช้เวลา 24 ชั่วโมง หรือ 1 วัน จากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออก ทำให้เกิดเวลากลางวันและกลางคืน ขณะเดียวกัน โลกก็หมุนรอบดวงอาทิตย์ด้วย โดยโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ครบ 1 รอบ กินเวลาประมาณ 365 วัน หรือ 1 ปี
    1.2.2 การเคลื่อนที่ของโลก
    โลกหมุนรอบแกนสมมุติที่ผ่านขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ แกนสมมุตินี้จะชี้ไปยังจุดค่อนข้างจะคงที่บนฟ้าโดยในปัจจุบันแกนที่ผ่านขั้วโลกเหนือชี้ไปยังจุดซึ่งดาวเหนืออยู่ใกล้ๆทิศทางที่โลกหมุนคือ จากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออกกล่าวคือหหมุนจากทางประเทศพม่ามาทางประเทศไทย การหมุนรอบตัวเองของโลกจึงทำให้เกิด “ทิศ”
    โลกหมุนจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก เพราะฉะนั้นทิศจึงไปกับโลกตลอดเวลา การหมุนรอบตัวเองของโลกนอกจากจะทำให้เกิดทิศแล้วยังทำให้เกิดการขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ตลอดทั้งดวงดาวทั้งหลายบนฟ้าด้วย ขณะที่โลกหมุนรอบตัวเองโลกก็เคลื่อนหรือโคจรรอบดวงอาทิตย์ไปด้วย การเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ ใช้เวลา 1 ปีโลกหรือ 365 วันด้วยความเร็วที่สูงกว่าจรวด ซึ่งส่งดาวเทียมออกไปนอกโลก ดังนั้นจึงอาจจะเปรียบเทียบได้ว่าโลกเป็นยานอวกาศลำใหญ่ที่โคจรอยู่ในอวกาศรอบดวงอาทิตย์

    1.3 ดวงจันทร์
    1.3.1 ลักษณะของดวงจันทร์
    ดวงจันทร์เป็นบริวารของโลกที่ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง เป็นวัตถุทึบแสงที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1/4 ของโลก อยู่ห่างโลกประมาณ 30 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางของโลกเท่านั้น ดวงจันทร์จึงเป็นวัตถุธรรมชาติที่อยู่ใกล้โลกที่สุด ดวงจันทร์มีลักษณะรูปร่างเป็นทรงกลม ผิวขรุขระ ดวงจันทร์โคจรรอบตัวเองเท่ากับระยะเวลาที่โคจรรอบโลกเป็นวงรี ใช้เวลาเกือบ 1 เดือนจึงจะโคจรครบรอบ ดวงจันทร์มีขนาดเล็กกว่าโลก 3 เท่า การที่เรามองเห็นแสงสว่างบนดวงจันทร์ได้ เพราะดวงจันทร์ได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์แล้วสะท้อนมายังโลกของเรา ทำให้เรามองเห็นดวงจันทร์มีแสงสว่างเป็นสีเหลืองนวลๆ
    บนดวงจันทร์ไม่มีอากาศ ไม่มีน้ำ และไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ พื้นผิวของดวงจันทร์เต็มไปด้วยฝุ่นและเศษหินชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่แตกออกจากแรงกระแทกของอุกาบาต และยังมีภูเขาสูง หลุมอุกาบาต และหุบเหวลึกมากมายทั่วบริเวณพื้นผิวของดวงจันทร์ที่นักวิทยาศาสตร์ได้ไปเหยียบแล้ว
    เรามองเห็นดวงจันทร์ได้เพราะพื้นผิวดวงจันทร์สะท้อนแสงอาทิตย์มาเข้าตาเรา แต่ส่วนสว่างของดวงจันทร์ที่หันมาทางโลกไม่เท่ากันทุกวัน ทั้งนี้เพราะดวงจันทร์เคลื่อนรอบโลกรอบละประมาณ 1 เดือน ดังนั้นขนาดปรากฏของดวงจันทร์บนฟ้าจึงเปลี่ยนแปลง เช่นเห็นเป็นเสี้ยวเล็ก ๆ วันต่อมาเห็นโตขึ้นและหลายวันต่อมาเป็นจันทร์เพ็ญ ช่วงนี้เราเรียกว่า ดวงจันทร์ข้างขึ้น วันที่เราเห็นดวงจันทร์เต็มดวงจะเป็นวันที่ขึ้น 15 ค่ำ หรือ คืนวันเพ็ญ เมื่อเห็นดวงจันทร์เต็มดวงแล้ว ภายหลังข้างขึ้นจะเป็นข้างแรม ขนาดปรากฏของดวงจันทร์สว่างลดลงจากรูปวงกลมเป็นรูปครึ่งวงกลมและเป็นเสี้ยวเล็ก ๆ จนมองไม่เห็นเรียกว่า วันเดือนดับ เราเรียกปรากฏการณ์ การเกิดข้างขึ้นข้างแรมว่าเป็น ดิถีของดวงจันทร์

    1.3.2 การเคลื่อนที่ของดวงจันทร์
    ดวงจันทร์เคลื่อนรอบโลกจากตะวันตกไปตะวันออก โดยเคลื่อนไปทางเดียวกันกับการหมุนรอบตัวของโลก ดวงจันทร์เคลื่อนรอบโลก 1 รอบในเวลา 27.3 วันนั่นคือในเวลา 27.3 วัน ดวงจันทร์เคลื่อนรอบโลกได้เป็นมุม 360 องศา นั่นคือในเวลา 1 วัน ดวงจันทร์เคลื่อนรอบโลกได้เป็นมุม 360/27.3 หรือประมาณ 13 องศา ดังนั้นเมื่อดูจากโลกจะเห็นดวงจันทร์อยู่ทางทิศตะวันออกของจุดเดิมวันละประมาณ 13 องศา ซึ่งเทียบเท่ากับเวลาที่โลกหมุนประมาณ 52 นาที ดังนั้นดวงจันทร์จะขึ้นช้าวันละประมาณ 52 นาที
    1.4 ดวงอาทิตย์
    ดวงอาทิตย์เป็นดาวที่สร้างพลังงานต่าง ๆ ขึ้นมาเอง จึงเรียกว่าดาวฤกษ์ ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ขนาดเล็กที่มีอุณหภูมิพื้นผิวสูง 6000 เคลวิน (หน่วยวัดอุณหภูมิ) จึงจัดว่าเป็นดาวฤกษ์สีเหลือง เพราะมีอุณหภูมิสูงและเป็นดาวฤกษ์หลัก อายุประมาณ 5 พันล้านปี ดวงอาทิตย์มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวกว่าโลกประมาณ 109 เท่า ดวงอาทิตย์มีเนื้อสารมากและมีแรงโน้มถ่วงสูงจึงสามารถดึงสิ่งต่าง ๆ ให้เคลื่อนไปรอบ ๆ ได้ เราเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า บริวารของดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์และบริวารรวมกันเรียกว่า ระบบสุริยะ บริวารของดวงอาทิตย์ที่สำคัญ คือดาวเคราะห์ 8 ดวง ดวงจันทร์ บริวารดาวเคราะห์รวมกันกว่า 60 ดวง ดาวเคราะห์น้อยหลายหมื่นดวงและดาวหางจำนวนมาก ระบบสุริยะจึงเป็นระบบเล็ก ๆ ที่อยู่ท่ามกลางดาวฤกษ์ดวงอื่น ๆ ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปมาก ดังนั้นดวงอาทิตย์และบริวารดวงอาทิตย์จึงเป็นพวกที่อยู่ใกล้โลกมาก ในขณะที่ดาวอื่นๆอยู่ไกลโลกมาก
    ดาวเคราห์ 8 ดวงบริวารทั้งหลายของดวงอาทิตย์ต่างได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ด้วยปริมาณต่าง ๆกัน ดวงที่อยู่ใกล้ได้รับพลังงานมากกว่าพวกที่อยู่ไกล โลกอยู่ในตำแหน่งที่ได้รับพลังงานพอเหมาะจึงทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยบนโลกไม่หนาวและไม่ร้อนเกินไป สภาพแวดล้อมของโลกจึงเอื้ออำนวยต่อการมีชีวิตเป็นอย่างยิ่งดวงอาทิตย์จึงเป็นผู้ให้ชีวิตแก่โลก ดังนั้นหากจะค้นหาโลกอื่นนอกระบบสุริยะจึงควรค้นหาระบบที่มีดาวฤกษ์สีเหลืองแบบเดียวกับดวงอาทิตย์
    1.4.2 การเคลื่อนของดวงอาทิตย์
    ดวงอาทิตย์มีการหมุนรอบตัวเองเป็นรอบ ๆ เช่นเดียวกับที่ โลกหมุนรอบตัวเองวันละรอบ เมื่อเราตามสังเกตการเคลื่อนที่ของกลุ่มจุด หรือจุดบนดวงอาทิตย์ไปเรื่อย ๆ เป็นเวลาหลายวัน ก็จะได้พบว่า ดวงอาทิตย์หมุนรอบตัวเองครบรอบในเวลาประมาณหนึ่งเดือน การหมุนรอบตัวเองนี้มีทิศทางตามการหมุน รอบตัวเองของดาวเคราะห์ต่าง ๆ และตามทิศทางซึ่งดาวเคราะห์ต่าง ๆ นั้นโคจรไปรอบดวงอาทิตย์ สิ่งที่น่าสนใจก็คือ พื้น ผิวดวงอาทิตย์ที่ละติจูดต่าง ๆ หมุนครบรอบในเวลาไม่เท่ากัน แถบศูนย์สูตร หมุนด้วยความเร็วสูงกว่าแถบละติจูดสูงขึ้นไป ดัง จะเห็นได้จากตารางรายการคาบ หรือเวลาที่ใช้หมุนครบรอบของดวงอาทิตย์
    การขึ้น – การตกของดวงอาทิตย์และทิศ
    น้องๆ เคยสังเกตไหมว่า ทุกวันเราจะเห็นดวงอาทิตย์ลอยสูงขึ้นจากขอบฟ้าในตอนเช้า เราเรียกว่า เวลาเช้า และเรียกทิศที่ดวงอาทิตย์ขึ้นนี้ว่า ทิศตะวันออก จากนั้นดวงอาทิตย์จะสูงขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่า เวลาสาย จนดวงอาทิตย์มาอยู่ตรงพอดีกับศีรษะของเรา เรียกว่า เวลาเที่ยง และจากนั้นดวงอาทิตย์ก็จะเคลื่อนต่ำลง เรียกว่า เวลาบ่าย ไปจนถึงดวงอาทิตย์ตกลงทางขอบฟ้าด้านตรงกันข้ามกับที่ขึ้นในตอนเช้า เราเรียกว่า เวลาเย็น และเรียกทิศที่ดวงอาทิตย์ตกนี้ว่า ทิศตะวันตก เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว โลกเราก็จะมืดลง เรียกว่า เวลากลางคืน
    ทิศ

    การกำหนดทิศ เกิดจากการสังเกตการขึ้นลงของดวงอาทิตย์ นักวิทยาศาสตร์ได้กำหนดให้ด้านที่เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นเป็น ทิศตะวันออก และด้านที่ดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้าเป็น ทิศตะวันตก ถ้าน้องๆ อยากทราบว่า ทิศไหนอยู่ทางใด ให้เราหันหน้าไปทางทิศตะวันออกที่ดวงอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า แล้วยืนกางแขนออกสองข้าง ด้านหลังตัวเราจะเป็นทิศตะวันตก ด้านขวามือเราจะเป็นทิศใต้ ส่วนด้านซ้ายมือจะเป็นทิศเหนือ
    ประโยชน์ของดวงอาทิตย์

    ดวงอาทิตย์ให้ประโยชน์แก่สิ่งมีชีวิตมากมาย ดังนี้

    -ให้พลังงานความร้อน ให้แสงสว่าง และความอบอุ่นแก่โลก

    -แสงแดดช่วยในการสร้างอาหารของพืช (สังเคราะห์แสง)

    -แสงแดดช่วยฆ่าเชื้อโรค และให้วิตามินดีแก่ผิวหนัง

    -แสงแดดในการถนอมอาหารของมนุษย์เพื่อเก็บไว้รับประทานได้นานๆ เช่น ทำกุ้งแห้ง ปลาเค็ม กล้วยตาก ปลาช่อนแดดเดียว ฯลฯ

    -เราสามารถนำพลังงานแสงอาทิตย์ผลิตกระแสไฟฟ้าได้

    -ดวงอาทิตย์ช่วยให้เรารู้ทิศทางต่างๆ

  17. ด.ญ.ฟาริดา ภูมิเดช ด.ช. กรวิจิตร พันธุ์ศักดิ์ 3/2

    การเกิดเดือน (Mounth) ดวงจันทร์เป็นบริวารของโลก มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3,480 กิโลเมตร (2,160 ไมล์) มีมวลเป็น 1 ใน 8 ของโลก วิถีการโคจรของดวงจันทร์รอบโลกจะเป็นวงรี ดวงจันทร์มีระยะทางห่างจากโลกโดยเฉลี่ยประมาณ 385,000 กิโลเมตร (240,000 ไมล์) วิถีการโคจรของดวงจันทร์จะหมุนทวนเข็มนาฬิกา วงของวงโคจรที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด เรียกว่า เปริจี (Perigee) มีระยะทาง 356,000 กิโลเมตร (221,500 ไมล์) อัตราความเร็วของการโคจรของดวงจันทร์รอบโลกจะเร็วมากที่สุดเมื่อยู่ใกล้ตำแหน่ง เปริจี (Perigee) ส่วนช่วงของวงโคจรที่ห่างจากโลกมากที่สุด เรียกว่า อะโปจี (Apogee) มีระยะทาง 407,000 กิโลเมตร (253,000 ไมล์) อัตราความเร็วของการโคจรของดวงจันทร์รอบโลกจะช้าที่สุดเมื่ออยู่ใกล้ตำแหน่ง อะโปจี (Apogee) เช่นกัน บริเวณพื้นผิวของดวงจันทร์ส่วนใหญ่เต็มไปด้วย ภูเขา ที่ราบ และหุบเหวต่างๆ จากการวิเคราะห์ตัวอย่าง แร่ หิน และดิน บนดวงจันทร์ของนักวิทยาศาสตร์ ทำให้เราทราบว่าวัตถุต่างๆ ไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนและน้ำ เราจึงพอสรุปได้ว่าบนดวงจันทร์ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ การโคจรของดวงจันทร์รอบโลก ทำให้เกิดเดือนต่าง ๆ ได้แก่ เดือนดาราคติ (Sidereal Month) อาศัยดวงดาวเป็นตำแหน่งอ้างอิงในการหมุนรอบโลกของดวงจันทร์ พบว่า 1 รอบ ใช้เวลา 27.32166 วัน และ เดือนจันทรคติ (Synodic Month) อาศัยดวงอาทิตย์เข้ามาเกี่ยวข้องในการหมุนรอบโลกพบว่า 1 รอบ ใช้เวลา 29 1/2 วัน เดือนดาราคติมีระยะเวลาที่แน่นอนกว่า ในขณะที่เดือนจันทรคติอาศัยความสัมพันธ์ของวิถีการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยจึงทำให้ตำแหน่งของดวงจันทร์ในแต่ละวันต่างกันออกไป ซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะมีความสำคัญต่อปรากฏการณ์ของดวงจันทร์ และการเกิดน้ำขึ้นน้ำลง
    การเกิดน้ำขึ้นน้ำลง (Tide) เกิดจากแรงดึงดูดระหว่าง โลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ เป็นความสัมพันธ์ระหว่าง แรงดึงดูดต่อระยะทาง ซึ่งเมื่อพิจารณาพบว่าดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากโลกและดวงจันทร์มาก ดังนั้น อิทธิพล การเกิดน้ำขึ้น – น้ำลง จะเกิดจากดวงจันทร์มากกว่า แต่ถ้า โลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ โคจรมาอยู่ในแนวเดียวกันจะเกิดน้ำขึ้นและน้ำลงเป็นอย่างมาก เราเรียกว่า “น้ำมาก” (Spring Tide) ซึ่งเป็นผลมาจากน้ำเป็นของเหลวเมื่อถูกแรงดึงดูด และแรงหนีศูนย์กลางเพียงเล็กน้อยก็สามารถจะไหลถ่ายเทไปรวมกันที่จุดเดียวได้ แต่ถ้าหากดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ มีแรงดึงดูดที่กระทำต่อโลกเป็นมุม การเกิดน้ำขึ้นน้ำลงจะมีน้อยมาก เรียกว่า “น้ำตาย” (Neap Tide) ซึ่งน้ำขึ้น น้ำลง แต่ละแห่งบนโลกไม่เท่ากัน โดยเฉลี่ยขึ้นหรือลงที่ระดับประมาณ 1 – 3 เมตร

    การเกิด สุริยุปราคา (Solar Eclipse) และจันทรุปราคา (Lunar Eclipse) สุริยุปราคา เกิดจากตำแหน่งร่วม (Conjunction) ของการโคจรมาอยู่ใน แนวเดียวกันของ โลก ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ทำให้เงาของดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์เอาไว้ในเวลากลางวัน แต่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก เพราะขนาดของดวงจันทร์เล็กกว่าดวงอาทิตย์มาก การเกิดสุริยุปราคามีหลายแบบ ได้แก่ สุริยุปราคาแบบวงแหวน (Annular Eclipse) เกิดเนื่องมาจากระยะห่างจากโลกไปยังดวงจันทร์ไม่แน่นอน (เนื่องจากดวงจันทร์โคจรรอบโลกเป็นวงรี) เช่น ถ้าเกิดในช่วงที่ดวงจันทร์โคจรห่างจากโลกมาก เงามืดของดวงจันทร์จะทอดมาไม่ถึงโลก ทำให้บริเวณที่เงาดวงจันทร์ทอดมาบังดวงอาทิตย์เห็นเป็นรูปวงแหวน ในจำนวนการเกิดสุริยุปราคาทั้งหมดนั้น มีประมาณร้อยละ 35 ที่เกิดแบบวงแหวน ร้อยละ 5 เกิดแบบวงแหวนและเต็มดวง และร้อยละ 28 เกิดแบบเต็มดวง จันทรุปราคา (Lunar Eclipse)
    เกิดจากตำแหน่งร่วม (Conjunction) ของดวงจันทร์ โลก ดวงอาทิตย์ ที่ โคจรมาอยู่ในแนวเดียวกัน ทำให้เงาของโลกบังดวงจันทร์และเนื่องจากเงาของโลกมีความยาวถึง 900,000 ไมล์ เมื่อดวงจันทร์โคจรผ่านเงาของโลก ทำให้คนที่อาศัยบนโลกมองเห็นจันทรุปราคาต่างๆ กันในแต่ละส่วนของพื้นที่ เช่น ถ้าดวงจันทร์โคจรผ่านมาในเงามืดทั้งดวง เรียกว่าจันทรุปราคาเต็มดวง (Total Eclipse) แต่ถ้าโคจรเฉียดเงามืดจะเกิดจันทรุปราคาบางส่วน (Partial Eclipse) และถ้าโคจรผ่านเงามัวก็จะเกิดจันทรุปราคาแบบเงามัว (Penumbra Eclipse of moon)

    ปรากฏภาคของดวงจันทร์บนท้องฟ้า ( Phase of the Moon) ในเวลากลางคืนเราจะเห็นดวงจันทร์ในข้างขึ้นข้างแรม ซึ่งลักษณะจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราเรียกลักษณะดังกล่าวว่า “Phase of the Moon” ซึ่งจะเกิดขึ้นตลอดในเดือนทางจันทรคติ ส่วนของดวงจันทร์ที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์จะสว่าง ส่วนที่อยู่ตรงข้ามจะมืดเสมอ เดือนทางจันทรคติจะเริ่มตั้งแต่ช่วงดวงจันทร์ดับ (New Moon) ซึ่งเป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลกอยู่ในตำแหน่งร่วมกัน (Conjunction) ดังนั้นส่วนของดวงจันทร์ที่มืดสนิทจะหันมายังโลก ทำให้คนบนโลกไม่สามารถเห็นดวงจันทร์ได้ในช่วงนี้ ถ้าเราสังเกตจะพบว่าช่วงนี้จะเป็นข้างแรม 15 ค่ำ หลังจากนั้นดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จะเคลื่อนที่ไปตามวิถีการโคจรรอบโลก โดยดวงจันทร์ จะเคลื่อนที่ไปประมาณ 1 ใน 8 ของระยะทางทั้งหมด ใช้เวลาประมาณ 4 วัน เราจะเห็นดวงจันทร์เสี้ยวขนาดเล็กปรากฏขึ้นทางขอบฟ้าทางด้านทิศตะวันตก เราเรียกวันดังกล่าวว่า ดวงจันทร์เสี้ยวข้างขึ้น (The Crescent New Moon) จากนั้นอีกประมาณ 7 วัน ดวงจันทร์จะเคลื่อนที่ไปอีก ณ ตำแหน่งหนึ่ง ซึ่งเราเรียกว่า ดวงจันทร์ครึ่งซีกข้างขึ้น (Half Moon) หรือ ปรากฏภาคของดวงจันทร์เสี้ยวที่ 1 (The First Quarter) ซึ่งคนบนพื้นโลกจะเห็นดวงจันทร์สว่างครึ่งดวง จากนั้นเมื่อผ่านไปประมาณ 10 วัน เราจะเห็นภาพดวงจันทร์บนท้องฟ้าได้ถึง 3 ใน 4 ดวง เราเรียกว่า ดวงจันทร์ค่อนดวงขึ้น (Gibbous Moon) และเมื่อโคจรมาอีกเป็นเวลา 14 วัน จะเห็นดวงจันทร์เต็มดวง (Full Moon) ซึ่งเป็นช่วงที่วงโคจรของดวงจันทร์โคจรมาอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ เราจึงเห็นดวงจันทร์เต็มดวงขึ้น 15 ค่ำ พอดี หลังจากดวงจันทร์เต็มดวง คือ ดวงจันทร์จะปรากฏอยู่ทางทิศตะวันออกของท้องฟ้า หลังจากข้างขึ้นดวงจันทร์จะโคจรไปเรื่อย ๆ เข้าสู่ข้างแรม ซึ่งเราสามารถสังเกตการเกิดข้างขึ้นและข้างแรมได้โดยง่าย คือ ในข้างขึ้นดวงจันทร์จะปรากฏทางทิศตะวันตก และเคลื่อนไปเต็มดวงที่ทิศตะวันออก ส่วนข้างแรมดวงจันทร์จะขึ้นทางทิศตะวันออก และค่อย ๆ เคลื่อนที่ไปมืดสนิททั้งดวงทางทิศตะวันตกเสมอ

  18. ด.ญ.สุพัตรา จันทร์ประเสริฐ เลขที่25 ม.3 ด.ญ.สุกัญญา แก้วรอด ล.24 ม.3 ด.ญ.วรรณพร เก้าเอี้ยน ม.3 ล.22

    1. โลกหมุนรอบตัวเองจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก ทำให้คนบนโลกสังเกตเห็น ดวงอาทิตย์และดวงดาวต่างๆ เคลื่อนที่ปรากฏจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก
    2. การที่โลกหมุนรอบตัวเองทำให้เกิดทิศ กลางวันและกลางคืน
    3. เมื่อเราขยายขอบเขตของโลกไปในอวกาศจะได้ทรงกลมสมมติครอบโลกอยู่ เรียกว่า ทรงกลมฟ้า
    4. โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์จากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก โดยโคจรในลักษณะแกนโลกเอียงทำมุมประมาณ 23.5 องศา จากแนวตั้งฉากกับระนาบที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์
    5. การที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ทำให้เกิดฤดู การเปลี่ยนตำแหน่งขึ้นตกของดวงอาทิตย์ในรอบปี
    6. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างโลก ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดข้างขึ้นข้างแรม น้ำขึ้นน้ำลง อุปราคาเมื่อเราขยายขอบเขตของโลกเข้าไปในอวกาศ จะได้ทรงกลมสมมติครอบโลกอยู่ เรียกว่า ทรงกลมฟ้า (The Celestial Sphere)
    – หากเราขยายเส้นศูนย์สูตรออกไปยังทรงกลมฟ้า จะได้ เส้นศูนย์สูตรฟ้า
    – หากเชื่อต่อแนวขั้วโลกเหนือชี้ไปยังทรงกลมฟ้า จะเป็น ขั้วฟ้าเหนือ (North Celestial Pole ; NCP)
    – หากเชื่อต่อแนวขั้วโลกใต้ชี้ไปยังทรงกลมฟ้า จะเป็น ขั้วฟ้าใต้ (South Celestial Pole ; SCP)
    – โลกหมุนรอบตัวเอง โดยหมุนรอบแกนสมมติที่ผ่านขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ และจุดศูนย์กลางของโลก แกนนั้นเรียกว่า แกนโลก
    – แกนโลกหมุนเอียงทามุมประมาณ 23.5 องศา
    – 21 มิถุนายน โลกซีกโลกเหนือเข้าหา Sun จึงเป็นวันเริ่มต้นฤดูร้อนของซีกโลกเหนือ
    – 22 ธันวาคม โลกซีกโลกเหนือออกจาก Sun จึงเป็นวันเริ่มต้นฤดูหนาวของซีกโลกเหนือ
    – 21 มีนาคม และ 23 กันยายน โลกหันบริเวณศูนย์สูตรเข้าหา Sun เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ตามลาดับ
    – ในประเทศที่อยู่บริเวณศูนย์สูตร ฤดูจะไม่แตกต่างกันมากนัก
    – โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ในลักษณะเอียง ทาให้ส่วนต่างๆของโลกได้รับแสงต่างกัน ทาให้เกิดฤดูต่างๆบนโลก
    – ประเทศไทย ดวงอาทิตย์จะขึ้นเร็วในช่วง ครึ่งปีแรก
    – 21 มีนาคม Sun ขึ้นตรงกับทิศ E พอดี และตาแหน่งขึ้นจะค่อยๆเลื่อนไปทางทิศ EN
    – 21 มิถุนายน Sun ขึ้นทางทิศ E เฉียง N ประมาณ 23.5 องศา
    – 23 กันยายน Sun ขึ้นตรงกับทิศ E พอดีอีกครั้งหนึ่ง
    – 22 ธันวาคม Sun ขึ้นทางทิศ E เฉียง S ประมาณ 23.5 องศา จากนั้นตาแหน่งจะค่อยๆเลื่อนกลับมาที่ทิศ E อีกในวันที่ 21 มีนาคม

  19. เกศรา พริกเฐ็ญจะ

    จากการที่หนูได้ศึกษาเรื่อง ปฏิสัมพันธ์ในระบบสุริยะ ทำให้หนูทราบว่าเราเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ปรากฏไปบนท้องฟ้าและตกทางทิศตะวันตก เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า
    การขึ้นตกของดวงอาทิตย์ โลกของเราหมุนรอบตัวเองจากทิศตะวันออก ไปทิศตะวันตก 1 รอบใช้เวลา 1 วัน ทำให้คนบนโลกสังเกตเห็นดวงอาทิตย์เคลื่อนที่จากทิศตะวันออก ไปทิศตะวันตก การขี้นตกของดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ขึ้นตกของ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ และดาวฤกษ์ ขอบฟ้า คือ บริเวณรอยต่อระหว่างท้องฟ้า พื้นดิน และพื้นน้ำ ที่เราสังเกตเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นและตกบริเวณนั้น
    ปรากฏการณ์ที่เกิดจากโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์
    – เมื่อเราขยายขอบเขตของโลกเข้าไปในอวกาศ จะได้ทรงกลมสมมติครอบโลกอยู่ เรียกว่า ทรงกลมฟ้า (The Celestial Sphere)
    – หากเราขยายเส้นศูนย์สูตรออกไปยังทรงกลมฟ้า จะได้ เส้นศูนย์สูตรฟ้า
    – หากเชื่อมต่อแนวขั้วโลกเหนือชี้ไปยังทรงกลมฟ้า จะเป็น ขั้วฟ้าเหนือ (North Celestial Pole ; NCP)
    – หากเชื่อมต่อแนวขั้วโลกใต้ชี้ไปยังทรงกลมฟ้า จะเป็น ขั้วฟ้าใต้ (South Celestial Pole ; SCP)
    – โลกหมุนรอบตัวเอง โดยหมุนรอบแกนสมมติที่ผ่านขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ และจุดศูนย์กลางของโลก แกนนั้นเรียกว่า แกนโลก
    – แกนโลกหมุนเอียงทำมุมประมาณ 23.5 องศา
    – 21 มิถุนายน โลกซีกโลกเหนือเข้าหา Sun จึงเป็นวันเริ่มต้นฤดูร้อนของซีกโลกเหนือ
    – 22 ธันวาคม โลกซีกโลกเหนือออกจาก Sun จึงเป็นวันเริ่มต้นฤดูหนาวของซีกโลกเหนือ
    – 21 มีนาคม และ 23 กันยายน โลกหันบริเวณศูนย์สูตรเข้าหา Sun เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ตามลำดับ
    – ในประเทศที่อยู่บริเวณศูนย์สูตร ฤดูจะไม่แตกต่างกันมากนัก
    – โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ในลักษณะเอียง ทำให้ส่วนต่างๆของโลกได้รับแสงต่างกัน ทำให้เกิดฤดูต่างๆบนโลก
    – ประเทศไทย ดวงอาทิตย์จะขึ้นเร็วในช่วง ครึ่่งปีแรก
    – 21 มีนาคม Sun ขึ้นตรงกับทิศ E พอดี และต าแหน่งขึ้นจะค่อยๆเลื่อนไปทางทิศ EN
    – 21 มิถุนายน Sun ขึ้นทางทิศ E เฉียง N ประมาณ 23.5 องศา
    – 23 กันยายน Sun ขึ้นตรงกับทิศ E พอดีอีกครั้งหนึ่ง
    – 22 ธันวาคม Sun ขึ้นทางทิศ E เฉียง S ประมาณ 23.5 องศา จากนั้นต าแหน่งจะค่อยๆเลื่อนกลับมาที่ทิศ E อีกในวันที่ 21 มีนาคม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: